ทางม้าลาย เส้นทางข้ามถนนที่ไม่ได้ช่วยความปลอดภัยในชีวิต
จุดประสงค์ดั้งเดิมของทางม้าลายคือการให้คนสามารถข้ามถนนได้อย่างปลอดภัย แต่ในความเป็นจริงแม้มีทางม้าลายคุณภาพชีวิตของคนเดินเท้าก็ไม่ได้ดีขึ้นมากนัก ในเมื่อหลายครั้งเรายังพบเห็นข่าวอุบัติเหตุในท้องถนนที่เกิดบนทางม้าลายเอง ที่เคยเป็นประเด็นและถูกประโคมข่าวอยู่หลายครั้งแต่กลับไม่ได้รับความใส่ใจแก้ปัญหาอย่างจริงจัง
อุบัติเหตุเกิดจากการข้ามถนนบนทางม้าลายเกิดขึ้นมากมาย ทั้งอุบัติเหตุหน้าอาคารจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ถนนสุขุมวิท กรุงเทพฯ ผู้เคราะห์ร้ายถูกรถบรรทุกขนาดเล็กชนลากร่างไกลไปถึง 5 เมตร ในวันที่ 18 ธันวาคม 2013, เหตุการณ์บริเวณแยกกรมโยธาและผังเมือง ถนนพระราม9 รถกระบะชนนักศึกษาจบใหม่เริ่มทำงานวันแรก ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2019 หรือ อุบัติเหตุหน้าวิทยาลัยการอาชีวศึกษาปทุมธานีที่มีนักศึกษาถูกชนจนเสียชีวิต ในวันที่ 14 เมษายน 2021
ข่าวเหล่านี้เกิดขึ้นและโด่งดังมายาวนานกลับไม่เคยได้รับความสนใจแก้ไขปัญหาจริงจัง ไม่มีมาตรการเพิ่มความเข้มงวดหรือแก้ไขปัญหาให้ชัดเจน ทำให้สถิติคนเดินเท้าเสียชีวิตบนท้องถนนมีจำนวนกว่า 740 คนต่อปี ในจำนวนนี้ 250 คนยังอยู่ในเขตกรุงเทพฯ อีกทั้งไม่เคยมีนโยบาบออกมาสร้างความเปลี่ยนแปลงใดๆ
นอกจากนี้ประเทศไทยยังถูกจัดให้เป็นถนนที่อันตรายสุดติดอันดับ โดยการจัดอันดับจากองค์กรอนามัยโลก(WHO) ไทยถือเป็นประเทศที่มีผู้เสียชีวิตอันดับ 2 ในปี 2015 และ เป็นอันดับ 9 ในปี 2016 อีกทั้งเมื่อเทียบกับประเทศภายในภูมิภาคอาเซียน ไทยยังเป็นประเทศที่มียอดผู้เสียชีวิตสูงสุดอีกด้วย
ผู้คนพากันชาชินกลายเป็นความไม่ใส่ใจโดยเฉพาะคนเดินเท้า การผิดกฎจราจรของผู้ขับขี่ยานพาหนะหลายครั้งมักจบลงด้วยชีวิตของพวกเขา นั่นทำให้คนเดินเท้าถือเป็นอีกหนึ่งกลุ่มเปราะบางบนท้องถนน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่กำลังเดินข้ามทางม้าลายนี่เอง ที่บอกได้ยากยิ่งว่าวันดีคืนดีจะถึงคราวของเราเมื่อใด
แนวทางการเพิ่มความปลอดภัยให้ทางม้าลายในประเทศต่างๆ
แน่นอนว่าไทยเองก็ไม่ได้ประสบปัญหานี้อยู่ที่เดียว ในหลายประเทศต่างเกิดการไม่ยอมจอดหรือชะลอรถยามมีคนใช้ทางม้าลาย ทำให้เริ่มมีการพัฒนาแนวทางการใช้งานทางม้าลายมากขึ้น เพื่อสร้างถนนที่ปลอดภัยแก่คนเดินเท้า จนเกิดเป็นทางม้าลายอัจฉริยะในหลายประเทศ เช่น
1. อังกฤษ
ต้นกำเนิดแห่งทางม้าลายที่คราวนี้เปลี่ยนจากทาสีเป็นการฉายแสง LED ลงบนพื้นแทน โดยทางม้าลายจะปรากฏขึ้นมาโดยอัตโนมัติจากระบบคอมพิวเตอร์เมื่อมีคนมายืนอยู่ในจุดที่กำหนด รวมถึงมีระบบเตือนคนเดินเท้าเมื่อมีการพุ่งออกมากะทันหันอีกด้วย
2. ฝรั่งเศส
ด้วยปัญหาการใช้งานทางม้าลายแต่รถกลับไม่ยอมหยุดเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ทำให้มีแนวคิดพัฒนาทางม้าลายที่สามารถยกขึ้นมาเป็นแผงกั้น ไว้ใช้ขวางเส้นทางจราจรทำให้คนเดินเท้าสามารถเดินผ่านได้อย่างปลอดภัย แม้เป็นเพียงแนวคิดยังไม่สามารถนำมาใช้งานจริงได้แต่นับว่าน่าสนใจมากทีเดียว
3. จีน
มีการออกแบบทางม้าลายให้มีเซ็นเซอร์ตรวจจับอัจฉริยะ โดยการใช้ไฟส่องสว่างทั่วทั้งพื้นถนนให้สว่างขึ้น รวมถึงป้ายไฟคอยกระพริบเป็นสัญญาณบอกเมื่อมีคนกำลังข้ามถนน อาศัยไฟความสว่างสูงมีคุณสมบัติสามารถส่องให้มองเห็นได้จากระยะทางไกลถึง 500 เมตร อีกทั้งมีสัญญาณเตือนแบบเสียงเพื่อช่วยให้คนขับและคนเดินเท้ารู้ตัวยามมีรถขับมา และติดตั้งกล้องวงจรปิดเอาไว้อีกด้วย
4. ไอซ์แลนด์
ต่างจากแบบอื่นที่มีการติดตั้งอุปกรณ์หลากหลาย คราวนี้ยังคงอาศัยการพ่นสีขาวบนพื้นถนนเช่นเดิม เพิ่มเติมคือการระบายทางม้าลายให้มีลักษณะเป็น 3 มิติ หรือดูนูนขึ้นมาเพื่อให้มองเห็นได้ชัดขึ้น คาดหวังให้ผู้ขับขี่ชะลอความเร็วยามได้เห็นเพื่อลดอุบัติเหตุ
5. ไทย
ในประเทศไทยเองก็มีการหยิบเอาแนวคิดทางม้าลายอัจฉริยะมาใช้งาน ตั้งแต่การติดตั้งหมุดโซลาร์เซลส์บนพื้น เพื่อให้เวลากลางคืนมันจะส่องสว่าง ติดตั้งเอาไว้บนแขวงทางหลวงประจวบคีรีขันธ์ หรือ การทาสีทางม้าลายให้เป็นรูปแบบ 3 มิติ ในตำบล พระลับ อ.เมือง จังหวัดขอนแก่น ด้วยเช่นกัน
ฟังดูน่าทึ่งเมื่อได้ยินว่ามีการใช้งานทางม้าลายปรับปรุงพัฒนาให้ดีขึ้น น่าเสียดายที่ทั้งหมดเป็นเพียงการทดลองใช้งานในเขตเทศบาลหรือพื้นที่ขนาดเล็ก ไม่มีการกระจายให้แพร่หลายปรับปรุงเป็นวงกว้างเพื่อให้คุณภาพชีวิตโดยรวมของคนในประเทศดีขึ้น และยากจะคาดเดาได้ว่าจะมีการปรับปรุงเกิดขึ้นเมื่อใด
อันที่จริงปัญหาบนท้องถนนไทยเกิดขึ้นในหลายมิติ นอกจากปัญหาด้านคนเดินเท้ากับทางม้าลายแล้ว ยังมีประเด็นการเมาแล้วขับ การฝ่าฝืนกฎจราจรเป็นจำนวนมาก ซึ่งหลายครั้งล้วนเป็นข่าวดังระดับโลก เช่นเหตุการณ์นักปั่นจักรยานระดับโลกเสียชีวิตในปี 2013, 2015 และ 2018 หรือนักวิ่งระดับโลกชาวญี่ปุ่นที่ถูกรถชน ล้วนเป็นข่าวพาดหัวดังมานับครั้งไม่ถ้วน
น่าเสียดายจากวันนั้นจนวันนี้ ทั้งวิธีการแก้ปัญหาของภาครัฐ, จิตสำนึกบนท้องถนน หรือแม้แต่วินัยจราจร ล้วนเป็นสิ่งห่างไกลจนหาได้ยากจากวิถีชีวิตเราเหลือเกิน
--------------------
ที่มา