นายวรนัยน์ กล่าวต่อว่า หากประชาชนชาวหลักสี่-จตุจักร ลงคะแนนเสียงด้วยอุดมการณ์เป็นหลัก ไม่ว่าผลจะแพ้หรือชนะจะส่งสัญญาณถึงแต่ละพรรคการเมืองที่ลงแข่งขัน ดังต่อไปนี้
ถ้านายสุรชาติ เทียนทอง พรรคเพื่อไทย ชนะผล นั่นหมายถึง ประชาชนต้องการการเมืองที่ยึดโยงกับท้องถิ่น เพราะไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ 10 กว่าปีที่ผ่านมา คุณสุรชาติ ทํางานในพื้นที่อย่างเข้มข้น สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ กระแส “โทนี่ วูดซั่ม” ซึ่งปรากฏเมื่อต้นปีที่แล้ว สะพัดแรง และจะเป็นก้าวแรกอันหล่อหลอมของยุทธศาสตร์ “เพื่อไทย แลนด์สไลด์” แต่ถ้าแพ้ ก้าวแรกก็กลายเป็น “สลิปล้ม” โดยเฉพาะทุกฝ่ายมองว่าคุณสุรชาตินั้น เต็ง 1 ในพื้นที่
ถ้านางสรัลรัศมิ์ “มาดามหลี” เจนจาคะ พรรคพลังประชารัฐ ชนะ หมายความว่า คุณสิระนั้นทั้งเป็นของจริงและของแข็งในพื้นที่ สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ หลังจากพ่ายแพ้ที่สงขลาและชุมพร ชัยชนะในหลักสี่-จตุจักรจะส่งสัญญาณว่า พรรคพลังประชารัฐไปต่อได้ แต่ถ้าแพ้ก็จะยิ่งระส่ำหนัก โดยเฉพาะเป็นเจ้าของพื้นที่ พรรคอาจแตกขึ้นอีก อย่างเช่นสิ่งที่เกิดขึ้นกับกลุ่มคุณธรรมนัส พรหมเผ่า พลเอกประยุทธ์คงต้องวางไมค์จาก “อย่ายอมแพ้” ปลี่ยนเป็นร้อง “ถอยดีกว่า” และอำนาจต่อรองของพรรคเศรษฐกิจไทย ที่กลุ่มคุณธรรมนัสจะย้ายไปอยู่ ก็จะเป็นผลต่อความอยู่รอดทางการเมืองของพลเอกประยุทธ์ ในการเลือกตั้งใหญ่มากขึ้น
และถ้านายกรุณพล “เพชร” เทียนสุวรรณ พรรคก้าวไกล ซึ่งหาเสียงจากกระแส จุดยืน และบทบาทในสภาของก้าวไกล ชนะในครั้งนี้ หมายถึง ทุกอย่างไม่เหมือนเดิม ประชาชนต้องการ “ชน” ต้องการปฏิรูปสุดซอย แต่หากแพ้ หมายถึง ประชาชนไม่ต้องการไปสุดซอย แต่เนื่องจากก้าวไกลไม่ใช่เต็ง 1 หรือ 2 ในพื้นที่ ไม่จำเป็นต้องชนะ หากถ้าแพ้แต่ได้คะแนนเยอะ เพิ่มจากสมัยอนาคตใหม่ หมายถึง ยุทธศาสตร์มาถูกทางแล้ว แต่ถ้าแพ้แบบคะแนนตกต่ำ นั่นคือสัณญาณว่ามาผิดทาง !