นายกฯ ปลื้มเสียงตอบรับจากประชาชน ชื่นชม 4 มาตรการของรัฐภาระค่าครองชีพและฟื้นฟูเศรษฐกิจ เตรียมลุยเฟส 4 ยืนยันตัวตน - ลงทะเบียนใหม่ เริ่มมี.ค.นี้

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีความยินดีที่กระแสตอบรับจากประชาชนพอใจและชื่นชอบมาตรการลดภาระค่าครองชีพและฟื้นฟูเศรษฐกิจจากผลกระทบ COVID-19 ปี 2564 ของรัฐบาล

 

มาตรการรัฐได้รับผลตอบรับดี มี.ค. เตรียมยืนยันตัวตน คนละครึ่งเฟส 4

 

โดยทั้ง 4 โครงการ ได้แก่

  1. โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 3
  2. โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ 
  3. โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3
  4. โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้

 

สิ้นสุดระยะเวลาการใช้จ่ายไปเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2564 ซึ่งกระทรวงการคลังโดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ได้รายงานตัวเลขยอดการใช้จ่ายมีผู้ใช้สิทธิสะสมทั้ง 4 โครงการรวม 41.5 ล้านราย ยอดใช้จ่ายสะสมทั้งหมด 254,281.7 ล้านบาท

โดยสรุปผลการใช้จ่ายได้ ดังนี้

1) โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 3 มีผู้ใช้สิทธิสะสมประมาณ 13.55 ล้านราย โดยมียอดการใช้จ่ายสะสมรวม 24,010 ล้านบาท

2) โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ผู้ใช้สิทธิสะสมประมาณ 1.51 ล้านราย โดยมียอดการใช้จ่ายสะสมรวม 2,183.3 ล้านบาท

3) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 มีผู้ใช้สิทธิสะสมจำนวน 26.35 ล้านราย จากผู้ได้รับสิทธิจำนวน 27.98 ล้านราย และมีจำนวนผู้ใช้สิทธิครบ 4,500 บาท แล้วกว่า 10.87 ล้านราย 

 

มาตรการรัฐได้รับผลตอบรับดี มี.ค. เตรียมยืนยันตัวตน คนละครึ่งเฟส 4

 

โดยมียอดการใช้จ่ายสะสมรวม 223,921.8 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่ประชาชนจ่ายสะสม 113,936 ล้านบาท และรัฐร่วมจ่ายสะสม 109,985.8 ล้านบาท และมียอดใช้จ่ายสะสมแบ่งตามประเภทตามร้านค้า ได้แก่

  • ร้านอาหารและเครื่องดื่ม 88,712.9 ล้านบาท
  • ร้านธงฟ้า 36,037 ล้านบาท
  • ร้าน OTOP 10,843.2 ล้านบาท
  • ร้านค้าทั่วไป 84,160.7 ล้านบาท
  • ร้านบริการ 3,900.1 ล้านบาท
  • กิจการขนส่งสาธารณะ 267.9 ล้านบาท

 

4) โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ มีประชาชนผู้ใช้สิทธิสะสมจำนวน 91,952 ราย จากผู้ได้รับสิทธิจำนวนกว่า 4.9 แสนราย โดยมียอดใช้จ่ายสะสมส่วนประชาชน 3,827.4 ล้านบาท มีมูลค่าการใช้จ่ายสะสมที่นำมาคำนวณสิทธิ e-Voucher 3,064 ล้านบาท และคิดเป็นมูลค่าสะสม e-Voucher ทั้งสิ้นกว่า 353.8 ล้านบาท

 

และมูลค่าการใช้จ่ายสะสมส่วน e-Voucher 339.2 ล้านบาท และมียอดใช้จ่ายสะสมรวมส่วนประชาชนและ e-Voucher แบ่งตามประเภทตามร้านค้า ได้แก่

  • ร้านอาหารและเครื่องดื่ม 197.6 ล้านบาท
  • ร้านธงฟ้า 214.4 ล้านบาท ร้าน OTOP 441 ล้านบาท
  • ร้านค้าทั่วไป 3,167.6 ล้านบาท
  • ร้านบริการ 146 ล้านบาท

มาตรการรัฐได้รับผลตอบรับดี มี.ค. เตรียมยืนยันตัวตน คนละครึ่งเฟส 4

 

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังได้มีมาตรการช้อปดีมีคืน 2565 ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่วันที่1 มกราคม 2565 ถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2565

 

โดยผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสามารถนำค่าใช้จ่ายจากการซื้อสินค้าและค่าบริการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หนังสือ e-Book และสินค้า OTOP ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 30,000 บาท หักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปีภาษี 2565 ซึ่งจะยื่นแบบและชำระภาษีในช่วงต้นปี 2566

 

 โดยผู้ใช้สิทธิโครงการคนละครึ่งเฟส 3 ที่เพิ่งสิ้นสุดโครงการไปเมื่อวันที่ 31 ธ.ค.64 สามารถไปใช้โครงการสิทธิ์ช้อปดีมีคืนได้  และล่าสุด ครม. ได้เห็นชอบโครงการคนละครึ่ง เฟส 4 แล้ว มอบของขวัญปีใหม่ให้คนไทย

 

ขณะนี้ กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างเตรียมมาตรการและการปรับปรุงระบบ "คนละครึ่งเฟส 4" ที่จะเริ่มในวันที่ 1 มี.ค.- 30 เม.ย. 2565 ซึ่งเบื้องต้นผู้ได้สิทธิในโครงการ "คนละครึ่งเฟส 3" จำนวน 27.98 ล้านราย ต้องกดยืนยันตนอีกครั้ง ผ่านแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" โดยไม่ต้องลงทะเบียนใหม่

 

มาตรการรัฐได้รับผลตอบรับดี มี.ค. เตรียมยืนยันตัวตน คนละครึ่งเฟส 4

 

ส่วนผู้ที่ไม่เคยลงทะเบียนจะต้องสมัครผ่านทางเว็บไซต์ คนละครึ่ง.com เหมือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามจะนำผลการดำเนินโครงการตามมาตรการลดภาระค่าครองชีพและฟื้นฟูเศรษฐกิจจากผลกระทบ  COVID-19 ปี 2564 พิจารณาปรับปรุงเพื่อออกแบบโครงการที่เหมาะสมกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในอนาคตต่อไป

 

ทั้งนี้ผู้ที่ผู้ที่ใช้สิทธิ์ช้อปดีมีคืน สามารถใช้สิทธิ์มาตรการคนละครึ่งเฟส 4 ที่จะเริ่มในวันที่ 1 มี.ค.-30 เม.ย.65 ได้อีก เพราะช่วงเวลาไม่ทับซ้อนกัน

“ประชาชนส่วนใหญ่ชื่นชมมาตรการลดภาระค่าครองชีพและฟื้นฟูเศรษฐกิจของรัฐ ขอบคุณรัฐบาล ขอบคุณท่านนายกฯ ในมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ช่วยประคับประครองการบริโภค ทำให้ประชาชนมีการวางแผนการใช้จ่ายที่ดีขึ้น กระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยให้คล่องตัวมากขึ้น สอดคล้องกับชีวิตวิถีใหม่ New Normal เศรษฐกิจชุมชนก็ค่อย ๆ ขยายตัว ประชาชน และร้านค้าได้ประโยชน์ร่วมกัน เป็นไปตามความตั้งใจของรัฐบาลในการพลิกโฉมประเทศไทย เร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ และสังคมสู่อนาคต” นายธนกรฯ กล่าว