สำหรับ เงื่อนไขและกฎเกณฑ์ของ “สมุยพลัสแซนด์บ็อกซ์” มีดังนี้
วันที่มาถึงประเทศไทย
- นักท่องเที่ยวเดินทางมายังสนามบินสุวรรณภูมิ ดาวน์โหลด Application Samui Health Pass และ Mor Cha Na
- ทําการตรวจหาเชื้อครั้งที่ 1 ณ สนามบินสมุย หรือ สถานที่ศปก.อ.เกาะสมุยกำหมด เมื่อมาถึงสนามบินเกาะสมุย ต้องเดินทางเข้าพักในโรงแรม SHA Plus บนเกาะสมุยเท่านั้น
- พาหนะจากสนามบิน และ ที่พักเกาะสมุย กําหนดให้ใช้พาหนะที่ได้มาตรฐาน ขึ้นทะเบียนกับศปก.ในพื้นที่ โดยได้รับตราสัญลักษณ์ Samui Plus พำนักในห้องพัก จนกว่าผลสอบครั้งที่ 1 เป็นลบ
วันที่ 1-7 ที่เดินทางมาถึงประเทศไทย
- หลังจากผลตรวจครั้งที่ 1 เป็นลบ สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ในพื้นที่ เกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า
- การเดินทางระหว่างเกาะอนุญาตเฉพาะท่าเรือที่กําหนด พำนักในที่พัก SHA PLUS เท่านั้น
- เปิดการใช้งาน Samui Health Pass และ Mor Cha Na ขณะที่พํานักในพื้นที่
วันที่ 6-7 ที่เดินทางมาถึงประเทศไทย
- ทําการตรวจหาเชื้อครั้งที่ 2 ณ จุด SWAB เซ็นทรัลเฟสติวัลเกาะสมุย หรือ โรงพยาบาลเกาะพะงัน หรือ โรงพยาบาลเกาะเต่า หรือ สถานที่ศปก.พื้นที่กําหนด (เกาะพะงัน เกาะเต่า แนะนํา Swab วันที่ 6 )
- วันที่ 7 หลังผลตรวจหาเชื่อครั้งที่ 2 เป็นลบ สามารถรับ Release Form
วันที่ 8 ที่เดินทางมาถึงประเทศไทย นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ตามเงื่อนไข
สำหรับ การเปิด “สมุยพลัสแซนด์บ็อกซ์” ในวันแรกมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามา 9 คน ทั้งหมดเป็นสื่อมวลชนจากต่างประเทศ ซึ่งสาเหตุที่ผู้โดยสารยังน้อย ถูกมองว่ามีข้อจำกัดเยอะ ก่อนที่แนวโน้มการเดินทางเข้าโครงการดีขึ้นในเดือนสิงหาคม 64
7+7 ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ 3 จังหวัดรับอานิสงส์
มติที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 หรือ ศบค. เมื่อ 16 ส.ค. 64 ขยายพื้นที่ ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงระหว่าง จ.ภูเก็ต สร้างจุดขายให้ ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ พร้อมเป็นแรงขับเคลื่อนการเปิดการท่องเที่ยวใน 3 จังหวัด โดยพื้นที่นำร่องอื่น (7+7) ประกอบด้วย
- จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในพื้นที่ เกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า
- จังหวัดกระบี่ ในพื้นที่ เกาะพีพี เกาะไหง ไร่เลย์
- จังหวัดพังงา ในพื้นที่ เขาหลัก เกาะยาวน้อย และเกาะยาวใหญ่
เงื่อนไขของโครงการ 7+7 ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ นักท่องเที่ยวต้องจองโรงแรมล่วงหน้า ตั้งแต่การยื่นขอ CEO (Certificate of Entry) เข้ามาประเทศ อยู่ภูเก็ต 7 วัน และพื้นที่นำร่องได้อีก 7 วัน โดยต้องเลือกพื้นที่นำร่องในจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง ไม่สามารถเที่ยวข้ามจังหวัดได้ เมื่ออยู่ครบ 14 วันก็เดินทางไปเที่ยวไหนในไทยก็ได้
ส่วนกรณีที่อยู่พื้นที่นำร่องไม่ถึง 7 วัน สามารถเดินทางเข้ามาได้ ใน 2 รูปแบบ คือ
- เมื่อเที่ยวครบวันที่ระบุใน COE ต้องแสดงหลักฐานตั๋วเครื่องบินขากลับของวันนั้น เพื่อเดินทางจากพื้นที่นำร่องไปภูเก็ตขึ้นเครื่องบินกลับประเทศ
- อยู่ภูเก็ต 7 วัน สมุย-พังงา-กระบี่ 3-4 วัน แล้วกลับไปต่อภูเก็ต 3-4 วันให้รวมครบ 14 คืนได้ โดยต้องจองที่พักมาตรฐาน SHA+ ทุกคืนล่วงหน้าก่อนเดินทาง ไม่สามารถ Walk in หรือ ปรับเปลี่ยนเองภายหลัง ซึ่งทุกอย่างต้องมีการจองไว้ล่วงหน้าทั้งหมด
3 เดือนพื้นที่แซนด์บ็อกซ์ เงินสะพัด 2.3 พันล้านบ.
หลังเปิดพื้นที่ แซนด์บ็อกซ์ 3 โครงการ คือ ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์, สมุยพลัสแซนด์บ็อกซ์ และ 7+7ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ยอดนักท่องเที่ยวสะสมภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ 3 เดือน (1 ก.ค.-30 ก.ย.64) รวมทั้งสิ้น 38,699 คน พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 จากการคัดกรอง คิดเป็น 0.3% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด
ขณะที่จำนวนการจองที่พัก SHA+ สำหรับการเข้าพักระหว่างเดือน กรกฎาคม 2564-กุมภาพันธ์ 2565 อยู่ที่ 716,898 คืน
ส่วน โครงการสมุยพลัส และโครงการส่วนขยายของ 7+7ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ มีจำนวนนักท่องเที่ยวสะสม ทั้งสิ้น 907 คน และ 399 คน ตามลำดับ
เมื่อพิจารณามูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับการดำเนินโครงการทั้งหมด สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 2,330 ล้านบาท โดยแยกเป็น
- ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ จำนวน 2,254 ล้านบาท
- สมุยพลัสแซนด์บ็อกซ์ จำนวน 66.58 ล้านบาท
- ส่วนขยาย 7+7ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ จำนวน 12.16 ล้านบาท
"โอมิครอน" ระบาดหนัก พับแผนเข้าประเทศ แบบไม่ต้องกักตัว
ประเทศไทย “เปิดประเทศ” 1 พ.ย. 64 ต้อนรับนักท่องเที่ยวประเทศความเสี่ยงต่ำ สามารถเดินทางเข้าประเทศไทยโดยไม่กักตัว 46 ประเทศและพื้นที่ โดยเปิดรับนักท่องเที่ยวแบบ Test & Go ด้วยการใช้รูปแบบ “Thailand Pass” แทนระบบ COE (Certificate of Entry) ลดเงื่อนไขการกักตัว เพื่อลดขั้นตอนด้านเอกสาร อำนวยความสะดวกในการเดินทาง
Thailand Pass ลงทะเบียนออนไลน์ก่อนเดินทางเข้าไทย และรอการอนุมัติเป็นเวลา 1-3 วัน ซึ่งขึ้นอยู่กับการพิจารณาเอกสารรับรองการฉีดวัคซีน สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ทันทีหลังจากการรอผลตรวจหาเชื้อโควิด-19 แบบ RT-PCR ในโรงแรมที่กำหนดไม่ต่ำกว่า 1 คืน โดยต้องอยู่ในประเทศที่ได้รับอนุญาตไม่ต่ำกว่า 21 วัน
แต่ภายหลังจากการ “เปิดประเทศ” เกิดการระบาดของ โควิดสายพันธุ์ B.1.1.529 (Omicron) หรือ “โอมิครอน” ที่มีการแพร่เชื้อได้รวดเร็ว และพบมีจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดที่เดินทางเข้าไทยจากระบบ Test & Go เดือนพฤศจิกายน 83 ราย และธันวาคม 227 ราย ทำให้ต้องมีการปรับมาตรการป้องกันให้เข้มขึ้นยิ่งขึ้น
มติที่ประชุม ศบค.เฉพาะกิจ เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 64 มีมติปรับมาตรการเข้าประเทศ ตั้งแต่วันที่ 21 ธ.ค. 64 - 4 ม.ค. 2565 ดังนี้..
- ปรับมาตรการ สำหรับผู้เดินทางเข้าราชอาณาจักร โดยระงับการลงทะเบียนชั่วคราวประเภท Test & Go และ Sandbox ยกเว้น ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ตั้งแต่ 21 ธ.ค.64 – 4 ม.ค. 65
- ปรับมาตรการตรวจหาเชื้อเป็น RT-PCR 2 ครั้ง และต้องมีการกำกับติดตามอาการ และการอยู่ในพื้นที่นำร่องการท่องเที่ยว รวมท้ังการติดตามการตรวจหาเชื้อครั้งที่ 2 ให้ได้ 100%
- ปรับมาตรการสำหรับคนในประเทศไทย โดยให้ประชาสัมพันธ์คนไทยที่จะเดินทางต่างประเทศ ให้พิจารณา ชะลอ ยกเลิกการเดินทางที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะประเทศทาง ยุโรป อเมริกา แอฟริกา ตะวันออกกลาง พร้อมให้มีการตรวจ ATK ก่อนเดินทาง และประชาสัมพันธ์ให้มีการใช้ ATK ด้วยตัวเองเป็นระยะๆ หรือเมื่อมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
- ส่งเสริมให้มีการฉีดวัคซีนอย่างทั่วถึง รวมทั้งจุดฉีดวัคซีนในสถานีขนส่ง ท่าเรือ หรือท่าอากาศยาน
เห็นได้ชัดว่า มาตรการ “แซนด์บ็อกซ์” ทั้ง 3 โครงการ ก่อนหน้าการเปิดประเทศ สามารถควบคุมและสกัดการแพร่ระบาดของ โควิด-19 ได้เป็นอย่างดี การปรับเปลี่ยนจาก Test & Go กลับมาใช้เงื่อนไขที่เข้มข้นขึ้นของ “แซนด์บ็อกซ์” น่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสม ในการฟื้นเศรษกิจไทยอย่างมั่นคง ป้องกันผลกระทบการแพร่ระบาดของ โควิด-19 ที่เคยเกิดในอดีต!!