ศาลแพ่ง นัดสืบพยานคดีเหยื่อถุงดำ ตำรวจสืบปราจีนบุรีจับแพะ-ซ้อมทรมาน เมื่อ 12 ปีก่อน ฟ้องสตช.เรียกค่าเสียหาย 29 ล้าน เจ้าตัวยังผวารักษาจิตเวชต่อเนื่อง เผยอาการกำเริบหลังเห็นคลิปข่าว ผกก.โจ้ ทนายความหวังให้เป็นคดีตัวอย่าง

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ นัดพร้อมเพื่อกำหนดวันนัดสืบพยาน ในคดีที่นายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร เหยื่อถุงดำ ถูกซ้อมทรมาน ฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ สตช. เรียกค่าเสียหาย 20,800,000 บาท จากกรณีเมื่อ 12 ปีที่แล้ว ถูกตำรวจกองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธร (สภ.) จังหวัดปราจีนบุรี ใช้ถุงดำคลุมศรีษะ และทำร้ายทรมานร่างกาย เพื่อบังคับให้รับสารภาพในคดีวิ่งราวทรัพย์หญิงคนหนึ่งในพื้นที่ ซึ่งนายฤทธิรงค์ ไม่ได้เป็นผู้กระทำ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 28 ม.ค.2552  

 

นายสมศักดิ์ ชื่นจิตร บิดานายฤทธิรงค์ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้บุตรชายด้วยความยากลำบาก แม้มีความกลัวซึ่งเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะเกี่ยวกับตำรวจซ้อมทรมานประชาชน นอกจากตนจะเชื่อมั่นว่าสังคมจะมีความยุติธรรมแล้ว เบื้องต้นเชื่อในคำพูดและความบริสุทธิ์ของบุตรชาย และต้องการพิสูจน์ว่าไม่ได้กระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหาแต่ถูกตำรวจซ้อมทรมานเพื่อบังคับให้รับสารภาพ คดีถึงที่สุดไปแล้วในส่วนนั้น 

นายสมศักดิ์ ชื่นจิตร และทนายความ

แม้วันนี้การฟ้องร้อง จะประสบความสำเร็จบางส่วนแต่ยังมีคดีความอีกมากที่เกี่ยวเนื่องกันทั้งคดีที่ผู้ถูกวิ่งราวทรัพย์ชี้ตัวบุตรชายตน และคดีความเกี่ยวกับพยานเท็จ นอกจากให้คดีการจับแพะ และซ้อมทรมาน เป็นตัวอย่างแก่สังคมแล้ว ยังต้องการให้จัดการ "ระบบการว่าจ้างพยานเท็จ" ที่ไม่ควรมีอยู่ในสังคมด้วย
 
ด้าน นายฤทธิรงค์ เล่าเหตุการณ์ที่ถูกตำรวจซ้อมทรมานเพื่อบังคับให้สารภาพคดีชิงทรัพย์สร้อยคอทองคำ พร้อมยืนยันว่าหลังเหตุการณ์ตนใช้ชีวิตด้วยความทุกข์ทรมาน และต้องป่วยเป็นโรคจิตเวช คือหวาดกลัวสังคม ต้องรักษาต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน และอาการกำเริบอีกครั้ง เมื่อได้เห็นคลิป ผกก.โจ้ คลุมถุงดำ ซ้อมทรมานผู้ต้องหาที่จ.นครสวรรค์ เมื่อไม่นานมานี้ 

นายสมศักดิ์ ชื่นจิตร และทนายความ

นายปรีดา นาคผิว ทนายความของมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ระบุว่า ต้องการให้คดีนี้เป็นบรรทัดฐานทางสังคมว่า ไม่ควรมีการซ้อมทรมานโดยเฉพาะตำรวจที่เป็นผู้รักษากฎหมาย ไม่ควรเป็นอาชญากรเอง จึงถือว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมาก ซึ่งคดีหรือกรณีลักษณะนี้มีจำนวนมาก ส่วนค่าเสียหาย 20 กว่าล้านบาทในคดีนี้แล้วแต่ศาลจะพิจารณา แต่ข้อเท็จจริงปรากฏชัดแล้วว่า ตำรวจได้ซ้อมทรมานจริง หลังคำพิพากษาศาลอาญาถึงที่สุด

 

พร้อมกันนี้เรียกร้องทุกภาคส่วนในสังคม ช่วยกันจับตาการผลักดันกฎหมายป้องกันการซ้อมทรมานและบังคับให้สูญหาย ที่จะเป็นที่จะมีกลไก ทั้งการป้องกัน ปราบปราม และฟื้นฟูเยียวยา ซึ่งกำลังอยู่ในการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ขณะนี้

 

สำหรับคดีนี้ นายฤทธิรงค์ และนายสมศักดิ์ ชื่นจิตร ผู้เป็นบิดา พร้อมด้วยทนายความจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ที่เข้าให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย ได้ฟ้องร้องตำรวจ ที่ก่อเหตุในข้อหาละเมิด เรียกค่าเรียกหาย ตาม พ.ร.บ.ความละเมิดของเจ้าหน้าที่ และเรียกค่าเสียหายเป็นจำนวนเงิน 20,800,000 บาท กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัด เป็นค่าสูญเสียโอกาสทางการศึกษา และการทำงาน จากที่ต้องทนทุกข์ทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจ เพราะการถูกซ้อมทรมาน

 

คดีนี้ในทางอาญา มีคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์ เมื่อปี 2562 และคดีถึงที่สุดแล้ว โดยศาลตัดสินลงโทษตำรวจปราจีนบุรี ที่ซ้อมทรมานนายฤทธิรงค์ ดังนั้น ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ จึงนำคดีกลับสู่การพิจารณาอีกครั้งหลังจากจำหน่ายคดีไว้ชั่วคราว เพื่อรอคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญาก่อน และมีการเลื่อนนัดต่อมาอีก เนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดของ covid - 19 ก่อนจะกำหนดนัดพร้อมเพื่อกำหนดวันนัดสืบพยานในวันนี้ (21 ธ.ค.64)

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

-สืบสวนความจริง | ย้อนรอย อีกหนึ่งคดี คลุมถุงดำ ซ้อมทรมาน part 1

-สืบสวนความจริง | ย้อนรอย อีกหนึ่งคดี คลุมถุงดำ ซ้อมทรมาน part 2

 

logo-pwa

เพิ่ม NationTV

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด