นายปรีดา นาคผิว ทนายความของมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ระบุว่า ต้องการให้คดีนี้เป็นบรรทัดฐานทางสังคมว่า ไม่ควรมีการซ้อมทรมานโดยเฉพาะตำรวจที่เป็นผู้รักษากฎหมาย ไม่ควรเป็นอาชญากรเอง จึงถือว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมาก ซึ่งคดีหรือกรณีลักษณะนี้มีจำนวนมาก ส่วนค่าเสียหาย 20 กว่าล้านบาทในคดีนี้แล้วแต่ศาลจะพิจารณา แต่ข้อเท็จจริงปรากฏชัดแล้วว่า ตำรวจได้ซ้อมทรมานจริง หลังคำพิพากษาศาลอาญาถึงที่สุด
พร้อมกันนี้เรียกร้องทุกภาคส่วนในสังคม ช่วยกันจับตาการผลักดันกฎหมายป้องกันการซ้อมทรมานและบังคับให้สูญหาย ที่จะเป็นที่จะมีกลไก ทั้งการป้องกัน ปราบปราม และฟื้นฟูเยียวยา ซึ่งกำลังอยู่ในการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ขณะนี้
สำหรับคดีนี้ นายฤทธิรงค์ และนายสมศักดิ์ ชื่นจิตร ผู้เป็นบิดา พร้อมด้วยทนายความจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ที่เข้าให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย ได้ฟ้องร้องตำรวจ ที่ก่อเหตุในข้อหาละเมิด เรียกค่าเรียกหาย ตาม พ.ร.บ.ความละเมิดของเจ้าหน้าที่ และเรียกค่าเสียหายเป็นจำนวนเงิน 20,800,000 บาท กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัด เป็นค่าสูญเสียโอกาสทางการศึกษา และการทำงาน จากที่ต้องทนทุกข์ทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจ เพราะการถูกซ้อมทรมาน
คดีนี้ในทางอาญา มีคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์ เมื่อปี 2562 และคดีถึงที่สุดแล้ว โดยศาลตัดสินลงโทษตำรวจปราจีนบุรี ที่ซ้อมทรมานนายฤทธิรงค์ ดังนั้น ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ จึงนำคดีกลับสู่การพิจารณาอีกครั้งหลังจากจำหน่ายคดีไว้ชั่วคราว เพื่อรอคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญาก่อน และมีการเลื่อนนัดต่อมาอีก เนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดของ covid - 19 ก่อนจะกำหนดนัดพร้อมเพื่อกำหนดวันนัดสืบพยานในวันนี้ (21 ธ.ค.64)
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
-สืบสวนความจริง | ย้อนรอย อีกหนึ่งคดี คลุมถุงดำ ซ้อมทรมาน part 1
-สืบสวนความจริง | ย้อนรอย อีกหนึ่งคดี คลุมถุงดำ ซ้อมทรมาน part 2