ส่วนใหญ่รถไฟฟ้าทุกสายรัฐบาลใช้ภาษีประชาชนมาลงทุนสร้างเอง เหลือสายที่เป็นเนื้อๆ เช่น รถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก ณ สถานีเริ่มต้นที่ตลิ่งชัน กรุงเทพฯฝั่งธนบุรี ลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยาไปกรุงเทพฯฝั่งพระนคร และไปบรรจบกับสายสีส้มตะวันออกที่พระราม9 รถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตกมีเพียง 13 สถานี แต่มีถึง 9 สถานีที่เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าทุกสีทั้ง10-11 สายจึงเป็นสายที่มีความสำคัญมากแต่รัฐบาลกำลังจะยกสัมปทานให้เอกชน ทั้งที่สายสีส้มตะวันออกจากมีนบุรีมาถึงย่านพระราม9 รัฐบาลออกเงินสร้างเองทั้งหมด มีทั้งโรงซ่อมรถ โรงจอดรถแล้วจร
แต่พอมาถึงส่วนของรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก ที่เป็นส่วนที่จะมีผู้โดยสารจำนวนมหาศาลจากฝั่งธนบุรีข้ามไปฝั่งพระนคร รัฐบาลกลับจะยกเนื้อชิ้นใหญ่นี้ให้เอกชนมาสัมปทาน ซึ่งจะทำให้เอกชนสามารถกินรวบสายสีส้มตลอดทั้งสาย รวมทั้งมีอำนาจในการกำหนดราคารถไฟฟ้าทั้งหมด ใช่หรือไม่
รัฐบาลอ้างว่า รถไฟฟ้าสายที่ไม่ได้กำไร รัฐบาลลงทุนสร้างเอง ส่วนสายที่มีกำไร เอกชนน่าจะสนใจลงทุน ฟังเหตุผลเช่นนี้แล้วย่อมอดคิดไม่ได้ว่า รัฐบาลเปิดทางให้เอกชนมากินรวบผลประโยชน์จากภาษีของประชาชน ใช่หรือไม่
ทั้งที่ ระบบรางของรถไฟฟ้าที่สร้างใหม่เป็นเงินภาษีของประชาชน แต่ในท้ายที่สุดก็จะถูก ยกให้เอกชนไปทำกำไรโดยที่ประชาชนต้องจ่ายทั้งภาษีในการก่อสร้างและจ่ายค่ารถไฟในราคาแพง ใช่หรือไม่
การที่รฟท.เป็นรัฐวิสาหกิจแรกๆ ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ที่พระองค์มีสายพระเนตรยาวไกลที่โปรดให้สร้างทั้งรถไฟ รถราง ระบบรางเป็นการขนส่งมวลชนที่ถูกที่สุด บริการรับใช้ประชาราษฎร์ได้อย่างซื่อสัตย์ภักดี คือเป็นรัฐวิสาหกิจที่ช่วยเหลือค่าครองชีพของประชาชนจริงๆ ตามมิชชั่นในการเป็นรัฐวิสาหกิจที่ไม่ต้องมุ่งทำกำไรสูงสุด ประกอบการให้พออยู่ได้เพื่อลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชน โดยภาษีของประชาชน เพื่อประชาชน
แต่กลายเป็นว่าในยุคการพัฒนาแบบสมัยใหม่ นโยบายของรัฐบาลที่ไม่เคยแถลงก็คือยกกำไรสูงสุดทุกอย่างให้เอกชนผ่านการสัมปทาน ส่วนภาระอยู่บนกระดูกสันหลังประชาชน สาธารณูปโภคสาธารณูปการ ทุกอย่างกำลังถูกผ่องถ่ายไปให้กลุ่มทุนไม่กี่เจ้าอย่างขนานใหญ่ รวมทั้งการจะให้หยุดเดินรถเข้ามาที่หัวลำโพง ก็เพื่อผ่องถ่ายให้เอกชนมาใช้พื้นที่หัวลำโพงโดยอ้างว่า เพื่อหาเงินใช้หนี้ และอ้างว่าที่ต้องหยุดเดินรถไฟมาหัวลำโพงเพราะทำให้รถติด
ทั้งที่รัฐบาลดูเหมือนจะมีนโยบายส่งเสริมระบบรางเพราะระดมสร้างรถไฟฟ้าขนานใหญ่ หรือว่าการสร้างรถไฟฟ้ามากมายหลายสายก็เพื่อยกประโยชน์ให้เอกชนทำกำไรจากค่าโดยสารที่เก็บจากประชาชนแพงๆ จึงต้องตัดการเดินรถไฟมาหัวลำโพงโดยรฟท.ที่มีราคาถูกเพื่อบีบให้ประชาชนต้องต่อรถไฟฟ้าที่มีราคาแพง ใช่หรือไม่
สิ่งที่จะเกิดขึ้นทันทีที่หยุดการเดินรถไฟไปหัวลำโพง ก็คือ
1. ราคาค่าโดยสารของประชาชนจะต้องจ่ายเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน คนที่เดินทางจากชานเมือง และหัวเมืองใกล้เคียง เช่น จากรังสิตมาหัวลำโพงที่เคยจ่ายค่าโดยสารแค่ 6บาท ก็ต้องมาต่อรถที่บางซื่อ ค่ารถไฟฟ้าจากบางซื่อมาหัวลำโพง ก็ต้องจ่ายเพิ่มอีกประมาณ 42 บาท
2. บางซื่อเป็นจุดศูนย์รวมของรถไฟ รถไฟฟ้าจำนวนมาก ย่อมมีความแออัด และการจราจรติดขัด ทั้งที่ยังเพิ่งเปิดก็มีปัญหารถติดแล้ว ดังนั้นเพื่อลดความแออัด และจราจรติดขัด จึงควรมีการกระจายศูนย์มากกว่าการรวมศูนย์ทุกอย่างเอาไว้บางซื่อที่เดียว
3. รัฐบาลควรมีนโยบายชัดเจนเรื่องค่าเดินทางของประชาชน ค่าโดยสารที่เป็นมาตรฐานควรอยู่ที่10% ของรายได้ขั้นต่ำ การยกเลิกการเดินรถไฟเข้ามาที่หัวลำโพงโดยอ้างเรื่องรถติด ทั้งที่ต่อไปสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการให้รถไฟที่เข้ามาที่หัวลำโพงสามารถใช้อุโมงค์ใต้ดินของรถไฟฟ้าสายสีแดงเพื่อแก้ปัญหาจุดตัดที่ทำให้รถติดได้อยู่แล้ว เว้นเสียแต่ว่าการปิดหัวลำโพงจะเป็นเพียงข้ออ้างที่จะให้ประชาชนมีภาระค่าโดยสารที่แพงขึ้น หรือเพื่อจะเอาที่ 120ไร่ไปให้เอกชนหาประโยชน์ ใช่หรือไม่
อย่างไรก็ดี ดิฉันเพิ่งได้ข้อมูลจากแหล่งข่าวกระทรวงคมนาคม ให้ข้อมูลว่าจากที่รมว.กระทรวงคมนาคมได้มอบให้การรถไฟฯไปดำเนินการกำหนดแผนการหยุดให้บริการเดินรถไฟเข้าสถานีรถไฟหัวลำโพงนั้น ในวันนี้ 22 พ.ย.64 มีการประชุมคณะอนุกรรมการของกระทรวงคมนาคม เพื่อติดตามพิจารณาเรื่องงดขบวนรถ โดย รองปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน ได้แจ้งในที่ประชุมว่า ทางรมว.คมนาคมได้มอบให้การรถไฟกลับไปทบทวน ปรับแผนการงดขบวนรถอีกครั้ง เนื่องจากมีกระแสคัดค้านของประชาชน ที่ได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก
ดิฉันขอเชิญชวนประชาชนร่วมกันส่งเสียงเสนอให้เจ้ากระทรวงได้รับทราบว่าประชาชนไม่ต้องการให้ปิดสถานีหัวลำโพง ควรปรับปรุงสถานีหัวลำโพงให้ยังเป็นสถานีศูนย์กลางต่อไปอีกแห่งนอกเหนือจากศูนย์บางซื่อ และให้สถานีหัวลำโพงยังคงเป็นจุดปลายทางของรถจากภูมิภาค และชานเมืองที่มีราคาย่อมเยาเป็นทางเลือกของประชาชน
สถานีหัวลำโพงเป็นระบบรางที่ได้ลงทุนมานานแล้ว และใช้การได้อยู่ เช่นเดียวกับสนามบินดอนเมือง เราควรได้ใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินนี้ต่อไป ดีกว่าทิ้งไป แล้วยกไปให้เอกชนสร้างย่านธุรกิจทับเส้นทางรถไฟสายประวัติศาสตร์ของประเทศ การมีศูนย์กลางรถไฟเดิม และศูนย์กลางใหม่ น่าจะดีกว่าแออัดอยู่ในที่เดียว ซึ่งไม่ต่างจากที่เรายอมรับให้มี2สนามบิน ทั้งสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง
เราควรรักษาสถานีกรุงเทพหัวลำโพงไว้ ให้เป็นสถานีรถไฟประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตรับใช้ประชาราษฎร์ด้วยความภักดีต่อไป ดีกว่าทิ้งไปและเหลือเพียงซากพิพิธภัณฑ์ที่ไร้ชีวิต มิใช่หรือ
รสนา โตสิตระกูล
22 พ.ย. 2564
#Saveหัวลำโพง
หลังจากนั้น มีกระแสความคิดเห็นจากประชาชนที่เข้ามาร่วมคอมเม้นท์มากมาย ทีมข่าวเนชั่นออนไลน์ได้ทำการรวบรวมมาประกอบข่าวแค่เพียงส่วนหนึ่งจากคอมเม้นท์ที่ปรากฎ
#Saveหัวลำโพง
#Saveหัวลำโพง