นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ผู้ต้องขังในเรือนจำลดเหลือประมาณ 280,000 ราย ขยายพื้นที่นอนได้เป็น 1.2 ตร.ม.ต่อคน และเรากำลังขยายให้เป็น 1.6 ตร.ม. และมีการนำร่องใช้ที่นอนใน 2 เรือนจำ คือเรือนจำพิเศษกรุงเทพ และทัณฑสถานหญิงกลาง ในส่วนของสถานการณ์โควิด เราได้วัคซีนครบแล้ว เข็มแรกฉีดได้ 90% เข็มสอง 80% เหตุที่เรายังฉีดได้ไม่ครบ 100% เพราะเราต้องรอผู้ต้องขังที่ติดเชื้อที่หายแล้ว ต้องรอระยะเวลาในการฉีด นอกจากนี้ เรามีแนวทางของการใช้สมุนไพรฟ้าทะลายโจร ในช่วยป้องกันและรักษาโรคด้วย ส่วนการเปิดเยี่ยมญาติ เราได้เริ่มตั้งแต่วันที่ 12 พ.ย. จนถึงขณะนี้เปิดเยี่ยมแล้ว 38 เรือนจำ จะเปิดเพิ่มภายในสิ้นเดือนนี้อีก 8 แห่ง ที่เหลือ 97 แห่ง จะทยอยเปิดภายในเดือน ธ.ค. โดยมาตรการการเยี่ยมจะเปิดให้ลงทะเบียบจองคิว และมีมาตรการควบคุมอย่างเข้มข้น ผู้เข้าเยี่ยมต้องฉีดวัคซีนแล้ว 2 เข็ม มีการรักษาระยะห่าง และทำความสะอาดห้องเยี่ยมทุกครั้งหลังเยี่ยมเสร็จ
"ที่ผ่านมาคนที่ถูกปล่อยตัวจะกลับเข้าเรือนจำประมาณ 35% หากเราไม่สามารถยับยั้งการกลับมาทำผิดได้จะไม่เกิดประโยชน์ ซึ่งคนที่ทำผิดซ้ำส่วนแรกคือ คดีที่ยาเสพติด เราต้องปราบให้ได้และเราได้มีประมวลกฎหมายยาเสพติดฉบับใหม่แล้ว และอีกส่วนคือ คนที่ไม่มีงานทำ รัฐบาลเคยให้ผู้ประกอบการที่รับอดีตผู้ต้องขังทำงาน จะลดภาษีให้ แต่ไม่ได้ผลเท่าไร ดังนั้นเราต้องเตรียมพร้อมก่อนปล่อย เช่น สมุทรปราการโมเดล ส่งผู้พักโทษไปทำงานงานกับโรงงานอุตสาหกรรม และล่าสุดการทำ MOU กับบริษัทเดินเรือสินค้า และเรายังให้ผู้ต้องขังเรียนคณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ เพื่อเป็นการยกระดับสกิล โดยสเต็ปต่อไปคือการทำนิคมอุตสาหกรรมราชทัณฑ์ ที่นายกฯให้หน่วยงานต่างๆสนับสนุน เพราะท่านมีนโยบายไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ต้องให้โอกาสผู้คนมีงานทำ ซึ่งในส่วนของแรงงานของผู้ต้องขังจะมีรายได้เป็นแสนล้านต่อปี จะช่วยเพิ่มเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ และลดค่าใช้จ่ายในเรือนจำได้อีกหลายพันล้านบาท" นายสมศักดิ์ กล่าว