จนเมื่อเวลา 15.30 น. หลวงปู่หาที่มีภารกิจ ประเพณีลอยกระทง ได้ปรากฏตัวออกมาในสภาพนั่งรถเข็น ก็ได้อนุญาตให้ “พระครูเล็ก” เข้ามากราบ บรรยากาศการพูดคุย “พระครูเล็ก” ได้อธิบายถึงการเข้ามากราบ ว่าตนเองได้รับพระราชโองการจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ให้มาดำรงตำแหน่งบริหารคณะสงฆ์สายป่าที่กาฬสินธุ์ และไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้ ไม่ได้ร้องขอ ไม่ได้ดิ้นรน แต่ได้มาเอง จึงต้องการให้เจ้าคุณหลวงปู่หา เมตตา เพราะขณะนี้มีกระแสต่อต้าน
บทสนทนาดังกล่าว เจ้าคุณหลวงปู่หา ไม่ได้ตอบอะไร แต่ตอบกลับถามไปว่า “ท่านคือใคร” เพราะเจ้าคุณหลวงปู่หาก็ไม่รู้จักพระเล็ก เมื่อหลวงปู่หาทราบว่าเป็นพระเล็ก ก็ตอบกลับไปว่า ผมไม่รู้เรื่องมากราบก็ดีแล้ว จากนั้นก็เป็นการจบบทสนทนา
โดยระหว่างที่สนทนา “พระครูเล็ก” ยังได้หันมาทำทีเหมือนเป็นการต่อว่า ผู้สื่อข่าวที่เก็บภาพ โดยบอกว่า ไม่ต้องการให้ถ่ายภาพ แต่ถ่ายแล้วก็ให้เขียนข่าวดีๆ เพราะจะทำให้เกิดปัญหาสงฆ์แตกแยกเป็นการสร้างข่าวที่จะทำให้เกิดปัญหาสังฆเภทในหมู่สงฆ์ การเคลื่อนไหวครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่ “พระครูเล็ก” ปรากฏตัวในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ และ ไปพบกับทีมข่าวโดยบังเอิญ
ทีมข่าวพยามที่จะขอสัมภาษณ์ เกี่ยวกับปัญหาการขับไล่ “พระครูเล็ก” แต่พระครูเล็กปฏิเสธ ไม่ยอมพูดถึง โดยมีกลุ่มชายฉกรรจ์ห้อมล้อมตัว ที่พยามติดต่อเป็นหาทางเข้ามาบริหารจังหวัดกาฬสินธุ์ เพราะตาม กฏมหาเถรสมาคม รวมไปถึง พ.ร.บ.สงฆ์ฯ เกี่ยวกับการบริหารคณะสงฆ์ ซึ่งตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัด ถือเป็น เจ้าพนักงานของรัฐ หากไม่สามารถเข้ามาในพื้นที่ได้ภายใน 30 วัน ก็ถือว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ที่จะมีความผิดด้วยเช่นกัน จึงทำให้มีการเคลื่อนไหวเข้ามาในพื้นที่แม้จะมีการต่อต้านตนเองก็ตาม
สำหรับการเคลื่อนไหวของชาวพุทธกาฬสินธุ์ ยิ่งมีการเฝ้ารอและตรวจสอบไปยังสำนักสงฆ์หรือวัดป่าหรือวัดร้าง เพื่อทราบความเคลื่อนไหวของพระครูเล็ก ว่าจะเข้าไปอยู่วัดใด หรือมีวัดใดเปิดรับพระครูเล็กบ้าง ที่หากวัดใดเปิดรับอนาคตก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาที่รุนแรงและคาดไม่ถึงในพื้นที่นั้นก็เป็นได้