ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ลงนามกฎหมายการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์เพื่อซ่อมสร้างโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ นับเป็นชัยชนะในสภาครั้งสำคัญ หลังมีการงัดข้อกันอย่างหนักระหว่างสองพรรค

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

ประธานาธิบดีไบเดนลงนามในกฎหมายการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานภายในสนามหญ้าของทำเนียบขาวเมื่อวันจันทร์ โดยมีสมาชิกรัฐสภาจากทั้งพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันร่วมเป็นสักขีพยาน และกล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า เดโมแครต และรีพับลิกันสามารถทำงานร่วมกันและสร้างผลลัพธ์ที่แท้จริงเพื่อประชาชน และ "เรากำลังก้าวย่างครั้งยิ่งใหญ่สู่การเป็นประเทศที่ดีกว่า"

 

กฎหมายฉบับนี้จะจัดสรรงบประมาณ 5.5 แสนล้านดอลลาร์สำหรับการลงทุนใหม่ในโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานระยะเวลา 5 ปี ซึ่งรวมถึง การสร้างถนน สะพาน ระบบขนส่งสาธารณะ รถไฟ สนามบิน ท่าเรือ และลำน้ำสำหรับสัญจร อีก 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์จะใช้ลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์ อินเทอร์เน็ต พัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้า และประปา และอีก 7.5 พันล้านดอลลร์ใช้สร้างเครือข่ายสถานีชาร์จสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าปลั๊ก-อิน ทั่วประเทศ

 

ไบเดนลงนามงบพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 1.2 ล้านล้านดอลลาร์

 

 

นอกจากนี้ทำเนียบขาว เปิดเผยก่อนพิธีลงนามกฎหมายว่า ไบเดนลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารที่กำหนดว่า วัสดุที่ใช้ในโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานทั้งหลายต้องเลือกใช้วัสดุที่ผลิตในสหรัฐฯเป็นอันดับแรก

 

และไบเดนมีแผนเดินสายลงพื้นที่เพื่อประชาสัมพันธ์ความสำเร็จของการผลักดันงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานครั้งนี้เพื่อหวังเรียกคะแนนนิยม ที่ตกต่ำลงในช่วงที่ประเทศเผชิญเงินเฟ้อและการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่

 

ไบเดนลงนามงบพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 1.2 ล้านล้านดอลลาร์

 

แต่กฎหมายงบประมาณอีกฉบับ ที่ใช้ชื่อว่า Build Back Better Act  ซึ่งจัดสรรงบสำหรับโครงข่ายคุ้มครองทางสังคมจำนวนมหาศาลรวม 1.75 ล้านล้านดอลลาร์ เผชิญเสียงคัดค้านอย่างหนักท่ามกลางความวิตกว่าจะเพิ่มภาระหนี้ให้กับประเทศยิ่งขึ้น แต่รัฐบาลยืนยันว่า กฎหมายฉบับนี้จะปรับขึ้นภาษีเพื่อเพิ่มรายได้มาใช้สนับสนุนงบจัดสรรด้านสวัสดิการสังคม เช่น ค่าเลี้ยงดูบุตร ค่าเล่าเรียน ค่ารักษาพยาบาล เป็นต้น