4.คาดการณ์สถานการณ์ในระยะต่อไป
- การต่อต้านและโจมตีคำวินิจฉัยศาล รวมถึงตัวศาลรัฐธรรมนูญ สถาบันหลักของชาติ และรัฐบาล จะยังคงมีอยู่ต่อไป โดยเฉพาะในโซเขียลมีเดีย โดยชูประเด็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบสาธารณรัฐ อ้างเหตุผลว่าเพื่อแก้ปัญหาที่เป็นอยู่ทั้งหมดและเพื่อความเท่าเทียม
- การใช้วิธีแบบกองโจร เพื่อหวังให้ได้ภาพถ่าย แล้วนำ 1-2 ภาพไปขยายผล จะถูกนำมาใช้มากขึ้น เช่น การทำลายหรือเผาภาพพระบรมฉายาลักษณ์ พ่นสีเปรย์ ฉายสไลด์ ยิงเลเซอร์ ด้วยข้อความปลุกเร้าปลุกระดม
- พื้นที่เฝ้าระวัง เพราะเคยมีการเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้มาแล้ว คือ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน พิษณุโลก ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ รวมถึงสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีความอ่อนไหวผสมกันหลายเรื่อง
- การจัดชุมนุมจะเป็นไปอย่างระมัดระวังมากขึ้น และจะนัดกลุ่มย่อยในกรุงเทพกับต่างจังหวัดก่อน จากนั้นแกนนำจะประเมินสถานการณ์ว่ามีผู้ตอบรับมากน้อยแค่ไหน ก่อนตัดสินใจขับเคลื่อนในระยะต่อไป หากมีมวลชนมากพอ ก็จะจัดชุมนุมใหญ่นานๆ ครั้ง โดยหมุดหมายครั้งต่อไป น่าจะเป็นช่วงปลายเดือนพ.ย. และวันที่ 10 ธ.ค. ซึ่งตรงกับวันรัฐธรรมนูญ
5.สาเหตุที่ม็อบ 14 พ.ย. มีมวลชนไม่มากนัก
นอกจากเหตุผลเรื่องสถานการณ์ภาพรวมของม็อบต่อต้านสถาบันฯ ที่ค่อนข้างถดถอยแล้ว ยังอาจเป็นไปได้ว่าแกนนำต้องการเช็คกระแสว่า "ม็อบตามธรรมชาติ" ซึ่งไม่มีแกนนำหลักเข้าร่วมเลย มีจำนวนมากน้อยเพียงใด เพื่อตัดสินใจอีกครั้งว่าจะเคลื่อนไหวอย่างไรต่อไป แต่ผลข้างเคียงที่เกิดตามมา คือ ทำให้มวลชนจำนวนหนึ่งผิดหวัง ที่แกนนำสำคัญไม่ยอมปรากฏตัวเลย เหมือนเซฟตัวเองไว้ก่อน ทิ้งให้มวลชนออกหน้าเพียงลำพัง
จากข้อมูลทั้งหมด ฝ่ายความมั่นคงประเมินเบื้องต้นว่า กระแสอ้างปฏิรูปสถาบันฯ ที่ถูกตีตราจากศาลว่าเป็นการล้มล้างการปกครอง จะยัง "จุดไม่ติด" ทั้งการชุมนุมแบบออนกราวด์ การรวมตัวทางออนไลน์ รวมถึงการเข้าชื่อเสนอยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112
แต่ทั้งหมดนี้ยังประมาทไม่ได้ เพราะแกนนำนอกประเทศเคลื่อนไหวสอดรับกับองค์กรภายในประเทศอยู่ตลอดเวลา เพื่อหาจังหวะพลิกสถานการณ์