จ่อปลุกโครงการ "ช้อปดีมีคืน" กระตุ้นกำลังซื้อ ธ.ค. นี้ รอ คลังตัดสินใจ ชงครม.เคาะ ขณะที่ภาคเอกชน หนุน ระบุ ปชช.เข้าถึงและได้ผลตอบรับสูง ด้านนักวิชาการ ชี้ช่วยรัฐเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้ 1.4 หมื่นล้านบาท ส่งให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจต่อเนื่อง

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

จ่อปลุก "ช้อปดีมีคืน" กระตุ้นกำลังซื้อ ธ.ค. รอคลังตัดสินใจชงครม.เคาะ

8 พฤศจิกายน 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้มีการหารือกับทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลเกี่ยวกับแผนบริหารเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี 2564 ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2565 โดยประเด็นที่หารือคือ การกระตุ้นกำลังซื้อในกลุ่มคนที่มีรายได้สูง เพื่อให้คนกลุ่มนี้ออกมาจับจ่ายใช้สอยให้มากขึ้น ในช่วงที่เหลือของปีนี้

 

การหารือ ได้มีการพิจารณามาตรการที่เกี่ยวกับการกระตุ้นการบริโภค ที่เคยออกมาก่อนหน้านี้ควบคู่กับข้อเสนอของภาคเอกชนที่ได้เสนอให้กับรัฐบาลผ่าน คณะกรรมการร่วมเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย

 

โดยภาคเอกชนต้องการให้มีการนำ “มาตรการช้อปดีมีคืน” ซึ่งให้ประชาชนจับจ่ายใช้สอยและใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งภาคเอกชนมองว่า จะเป็นมาตรการที่กระตุ้นการใช้จ่ายของกลุ่มคนที่มีรายได้สูง ได้ดีกว่ามาตรการ “ยิ่งใช้ยิ่งได้” ที่รัฐบาลออกมาก่อนหน้านี้

จ่อปลุก "ช้อปดีมีคืน" กระตุ้นกำลังซื้อ ธ.ค. รอคลังตัดสินใจชงครม.เคาะ

รายงานข่าว เผยว่า ขณะนี้ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลกำลังพิจารณาอยู่ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ต้องพิจารณาถึงความเหมาะสม ของการขอคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ว่าจะเป็นปีภาษีใด ถ้าเป็นปีภาษีนี้จะกระทบกับ รายได้-รายจ่ายของรัฐบาลหรือไม่ หรือควรจะให้ใช้สิทธิ์คืนภาษีในปีภาษีต่อไป หรือว่าจะมีรูปแบบอื่นที่เหมาะสมหรือไม่  

จ่อปลุก "ช้อปดีมีคืน" กระตุ้นกำลังซื้อ ธ.ค. รอคลังตัดสินใจชงครม.เคาะ

ก่อนหน้านี้ เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนได้เสนอ “มาตรการช้อปดีมีคืน” ให้กับรัฐบาลมาเป็นระยะเวลานานหลายเดือน ตั้งแต่ กกร.เข้าพบกับนายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล เนื่องจากเล็งเห็นว่ามาตรการนี้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย และได้รับการตอบรับดีทุกครั้งที่รัฐบาลนำมาใช้

 

สำหรับในปีนี้ภาคเอกชนเองก็ยังมีความคาดหวังว่าในเดือน ธ.ค.2564 ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายของปีนี้รัฐบาลจะผลักดันมาตรการนี้ออกมา ซึ่งตรงกับช่วงที่ภาคเอกชน ห้างร้านต่างๆมีการทำโปรโมชั่นพอดี ทำให้ประชาชนสามารถตัดสินใจซื้อสินค้าต่างๆได้ง่ายขึ้น เพราะสามารถนำสิทธิ์ไปลดภาษีเงินได้ส่วนบุคคลได้

นายมนตรี โสคติยานุรักษ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรวิทยาการการจัดการสำหรับนักบริหารระดับสูง (วบส.) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า หากรัฐบาลมีการออกมาตรการ ช้อปดีมีคืน ที่ให้สิทธิหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในช่วงเดือน ธ.ค.2564 ซึ่งจะส่งผลให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้อีกมาก

 

ทั้งนี้ หากมีการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย 2 ล้านคน รวมวงเงิน 2 แสนล้านบาท กำหนดวงเงินใช้จ่ายเพื่อขอหักลดหย่อนภาษีไม่เกิน 100,000 บาทต่อคน โดยรัฐบาลจะเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 7% หรือคิดเป็น 14,000 ล้านบาท

 

ส่วนการคืนเงินภาษีให้กับผู้ที่เข้าร่วมโครงการวงเงินรวม 26,000 ล้านบาท โดยจะเริ่มคืนให้ผู้เสียภาษีช่วงกลางปี 2565 ซึ่งก่อนหน้านั้นรัฐบาลนำเงินภาษีที่เก็บได้ใช้ประโยชน์อื่นทางเศรษฐกิจ เพื่อช่วยให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้จำนวนรอบมากที่สุดและเงินหมุนเวียนได้มากที่สุด

 

ทั้งนี้ มาตรการ ช้อปดีมีคืน เคยถูกนำมาใช้ระหว่างวันที่ 23 ต.ค.2563-31 ธ.ค.2563 โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายเพิ่มเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 111,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยผลักดันจีดีพีเพิ่มขึ้น 0.30% ในขณะที่รัฐเสียรายได้ 14,000 ล้านบาท โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 3.7 ล้านคน

 

โดยมีเงื่อนไขสำคัญ คือ ผู้เข้าร่วมโครงการต้องไม่รับสิทธิ์ตามโครงการ คนละครึ่ง รวมทั้งยกเว้นค่าสินค้าหรือค่าบริการ ดังนี้ ค่าสุรา เบียร์ และไวน์ ค่ายาสูบ ,ค่าน้ำมันและก๊าซยานพาหนะ ,ค่ารถยนต์ รถจักรยานยนต์และเรือ ,ค่าหนังสือพิมพ์ นิตยสาร รวมถึงในรูปข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ,ค่าบริการจัดนำเที่ยว และค่าที่พักโรงแรม