นายพิจารณ์ ระบุว่า การกระทำทั้งหมดเป็นสิ่งที่เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ดังนั้นสิ่งที่เราจะต้องจับตาต่อจากนี้ คือ คณะทำงานที่ประกอบด้วย รฟท. สำนักงานอีอีซี และคณะกรรมการกำกับดูแลสัญญา ที่จะต้องพิจารณาว่าจะขยายเวลา และแก้ไขสัญญาอย่างไร แต่หากดูยอด 10,671 ล้านบาท ซึ่งจ่ายไปก่อนหน้านี้แล้ว 1,067 ล้านบาท และเหลือ 9,603 ล้านบาท ซึ่งไม่ทราบว่าเอกชนเรียกร้องอะไรบ้าง
“จากข้อมูลที่ปรากฏผ่านสื่อรายหนึ่งทราบว่า เอกนชนคู่สัญญาขอแบ่งจ่าย เป็น 6 งวด ระยะเวลา 6 ปี โดยงวดแรกเอกชนขอเริ่มจ่ายเมื่อโควิด-19 หมดไป และเมื่อภาครัฐยกเลิกมาตรการที่ส่งผลต่อจำนวนผู้โยสารแอร์พอร์ตเรลลิ่งก์ นอกจากนี้ยังเป็นการจ่ายแบบบอลลูน คือช่วงปีแรกๆ จะจ่ายน้อยๆ และมาปูดก้อนโตในปีสุดท้าย หมายความว่ากลุ่มทุนนี้แทบจะไม่ได้ควักเงินจากกระเป๋าตัวเอง เพื่อมาจ่าย 9,603 ล้านบาทนี้เลย แต่จะเป็นการนำรายได้ที่เกิดจากการเดินรถแล้วแบ่งมาจ่ายค่าสิทธิ์นี้ ”
นายพิจารณ์ กล่าวอีกว่า พรรคก้าวไกล จะติดตาม เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ และประชาชน โดยในวันที่ 1 พฤศจิกายน จะมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร คณะอนุกรรมาธิการติดตามงบประมาณการลทุนขนาดใหญ่ ที่มีนายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก.ก. เป็นประธานฯ จะเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง
นอกจากนี้ ได้ยื่นขอเอกสารเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น หนังสือหารือร่วมกับบริษัทเอกชนคู่สัญญาที่ขอปรับปรุงเงื่อนไขสัญญา ชวเลขบันทึกการประชุมบอร์ดอีอีซี ของวันที่ 4 ตุลาคม และบันทึกข้อตกลงระหว่าง รฟท. และบริษัทเอกชนคู่สัญญา ตนอยากให้นายกฯ ยึดเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง