พล.ต.ต.วันไชย เอกพรพิชญ์ รอง ผบช.ภ.8 เปิดเผยหลังการประชุมว่า ขณะนี้ได้แบ่งกำลังออกสืบสวนสอบสวนเป็น 2 ชุด โดยมี กก.สส.ภ.จว.ภูเก็ต และชุดสืบสวน สภ.เมืองภูเก็ต ออกสืบหาเบาะแสคนร้ายตามเป้าหมายและสถานที่ต้องสงสัยแล้ว อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และพยานแวดล้อม ทั้งเจ้าของร้านทั้ง 2 คน และประชาชนในละแวกใกล้เคียง ขณะนี้พอจะมีกลุ่มเป้าหมายแล้ว ขอเวลาในการทำงานให้กับเจ้าหน้าที่ ส่วนที่คนร้ายนำโทรศัพท์มือถือของเจ้าของร้านไปด้วยนั้น เบื้องต้นยังไม่พบว่า คนร้ายนำไปขายที่ใด ซึ่งทาง ผบช.ภ.8 ได้สั่งการและกำชับให้เร่งติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีให้เร็วที่สุด ขณะเดียวกันได้ภาพคนร้ายจากกล้องวงจรปิดตามถนนสายต่างๆ มาประกอบการติดตามตัวคนร้ายแล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ เพื่อเร่งติดตามจับกุมคนร้ายโดยเร็วที่สุด
ขณะที่นางเบญจพร เปิดเผยว่า คนร้ายน่าจะรู้ว่า บริเวณชั้น 2 ไม่มีใคร เพราะมืด จึงปีนหลังคาแล้วเจาะทะลุฝ้าเพดานในห้องน้ำลงมา โดยอาวุธทั้งหมดก็ไม่ได้เตรียมมาเป็นของที่หาได้ภายในร้าน ก่อนจะนำมาข่มขู่และทำร้ายคนที่อยู่ในร้านจนบาดเจ็บ และบังคับให้เปิดตู้เซฟเก็บทองรูปพรรณต่างๆ ส่วนค่าเสียหายที่คนร้ายชิงทองรูปพรรณไปนั้น ขณะนี้ยังไม่ได้สำรวจหรือตรวจสอบจำนวนที่แน่ชัด เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจขอปิดตู้เซฟไว้ก่อน เพื่อตรวจสอบหลักฐานต่างๆ หากคนร้ายเปิดเซฟได้ของมีค่าทุกอย่างอยู่ในนั้น เบื้องต้นคาดว่าได้ทองงรูปพรรณต่างๆ น้ำหนักรวมประมาณ 300 บาท และเงินสดอีกจำนวนหนึ่ง รวมมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท โดยในร้านมีทองรูปพรรณที่เก็บไว้รวมน้ำหนักกว่า 1 พันบาท มูลค่าเกือบ 30 ล้านบาท แต่คนร้ายมาเพียงคนเดียว จึงไม่สามารถเอาไปได้หมด ส่วนคนร้ายที่ก่อเหตุเป็นไปได้ทั้งคนงานต่างด้าวและคนไทยที่เคยเข้าออกที่ร้านเพราะร้านแห่งนี้เปิดให้บริการมากว่า 30 ปี ไม่เคยมีคดีอะไรเกิดขึ้น จึงไม่ได้ทำประกันทองไว้ แต่เชื่อว่าฝีมือตำรวจไทย ไม่เกินความสามารถ เพราะภาพคนร้ายจากกล้องวงจรปิดค่อนข้างชัดเจน ทั้งหมดเป็นเหตุสุดวิสัย ไม่มีใครอยากให้เกิด โดยคุณลุงคุณป้าก็อายุมากแล้ว ไม่มีเรี่ยวแรงที่จะไปสู้กับคนร้าย
ภาพ/ข่าว โดย : สาลินี ปราบ จ.ภูเก็ต