นายทรงฤทธิ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีผู้ที่หลงเชื่อตกเป็นเหยื่อทั่วประเทศ ผู้เสียหายมีการตั้งกลุ่มเฟซบุ๊กขึ้นมาเพื่อตามล่าตัวนางสาวพัชริดาฯ ซึ่งทุกคนเข้าใจว่าเป็นนางสาวนางสาวธันยกานต์ ภรรยาของตนเอง มีการนำภาพของภรรยาไปโพสต์ประจาน ทำให้เกิดความเสียหายอย่างหนัก มีการโทรศัพท์มาด่าทอว่าเป็นคนโกง หนักสุดถึงขั้นตนเองและภรรยาถูกตั้งค่าหัวข่มขู่เอาชีวิตก็มี ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ตนเองและภรรยาต้องอยู่อย่างหวาดระแวงว่าจะมีคนเข้าใจผิดมาทำร้าย และต้องคอยรับโทรศัพท์คนที่โทรมาด่าทอเพราะเข้าใจผิดวัน ยิ่งรับราชการครูด้วยแล้วยิ่งทำให้เกิดความเสียหาย และขณะนี้ตนเองก็ทำธุรกิจรีสอร์ต ภูผาม่าน โฮมสเตย์ด้วย ก็ยิ่งกระทบกับธุรกิจ เพราะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นคนโกง จึงได้มาขอความช่วยเหลือจาก พล.ต.ต.ออมสิน ตรารุ่งเรือง ผบก.สอท.3 และเจ้าหน้าที่ตำรวจตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยีให้ช่วยติดตามจับกุมตัวมิจฉาชีพรายนี้มาดำเนินคดีโดยเร็ว เพราะจนถึงขณะนี้มิจฉาชีพรายนี้ก็ยังแอบอ้างว่าเป็นภรรยาตนเอง ไปหลอกขายสินค้าให้กับเหยื่อรายอื่น ๆ อยู่ ซึ่งจากที่ตนเองได้รวบรวมรายชื่อผู้เสียหายและมูลค่าความเสียหายแล้วนั้น มีไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท
ด้านนางสาวศิริพร หนึ่งในผู้เสียหายชาวอำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งตกเป็นเหยื่อถูกหลอกขายสินค้า กล่าวว่า ตนเองก็ประกอบอาชีพขายสินค้าออนไลน์อยู่แล้ว จึงได้ค้นหากลุ่มซื้อขายสินค้าออนไลน์ เพื่อหาสินค้าที่จะสามารถนำมาขายเพื่อเก็งกำไรได้ เพราะต้องการหาเงินไว้เป็นค่าพยาบาลในการคลอดลูก จึงได้ไปพบกับเฟซบุ๊กชื่อ “คุณครู ชนบท” ที่มีการลงขายชุดผ้านวม เมื่อเข้าไปดูโปรไฟล์และความเคลื่อนไหวในเฟซบุ๊ก ก็เห็นว่าน่าเชื่อถือ เป็นข้าราชการครู จึงได้ทักแชทไปสอบถาม ซึ่งก็มีการพูดจาดี รวมทั้งได้นำชื่อเฟซบุ๊ก ไปค้นหาประวัติ ก็ไม่พบว่า มีการฉ้อโกง จึงตัดสินใจเลือกซื้อชุดผ้านวมที่ต้องการ โดยได้โอนเงินไปยังบัญชีธนาคารกสิกรไทย สาขาเซ็นทรัลขอนแก่น โดยเจ้าของบัญชีชื่อ “พัชริดา กิจบุญศรี” โดยโอนครั้งแรกในวันที่ 13 ตุลาคม 64 จำนวน 1,200 บาท และวันที่ 14 ตุลาคม 64 อีกจำนวน 580 บาท รวมเป็นเงิน 1,780 บาท ซึ่งเจ้าของเฟซบุ๊กบอกว่า จะส่งสินค้าให้วันนี้ ต่อมาตนเองจึงได้ขอเลขพัสดุ แต่กลับถูกบล็อคเฟซบุ๊กทันที ทำให้ตนเองรู้ว่าถูกหลอกแน่นอน จึงได้พยายามสืบค้นหาว่า ผู้หญิงที่อยู่ในภาพเฟซบุ๊กเป็นใคร กระทั่งมาทราบภายหลังว่า มิจฉาชีพได้นำภาพและข้อมูลไปแอบอ้าง
นางสาวศิริพร กล่าวอีกว่า แม้จำนวนเงินที่ตนเองโอนไปจะไม่มาก แต่ก็เป็นเงินที่ตั้งใจนำมาลงทุนเพื่อเก็บไว้เป็นเงินค่าพยาบาลในการคลอดลูก แต่กลับถูกมิจฉาชีพโกงไป และหากนับจำนวนเงินที่ผู้เสียหายสูญไปนั้นก็ไม่ต่ำกว่าล้านบาท จึงอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจฯ เร่งติดตามตัวมาดำเนินคดีโดยเร็ว เนื่องจากมีผู้เสียหายจำนวนมากที่ตกเป็นเหยื่อทั่วประเทศ และมิจฉาชีพรายนี้ก็ยังคงใช้วิธีนี้หลอกเหยื่อจนถึงวันนี้
โดย – กฤศเมธ โลโห