“โควิดที่เกิดขึ้น ถามว่ารัฐจะใช้จ่ายเงินอย่างนี้ต่อไปได้นานแค่ไหน อยู่ที่ว่าการระบาดอยู่กับเรานานหรือไม่ ถ้าอยู่นานเกินไป โดยเศรษฐกิจไม่สามารถเปิดให้ทุกคนทำธุรกิจได้ ต้นทุนธุรกิจย่อมสูงขึ้น จึงเป็นประเด็นท้าทายเพราะการใช้จ่ายเงินมากมาย เช่น ปี 63 รัฐใช้เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท และต้องกู้เพิ่มอีก 5 แสนล้านบาท จึงได้กำหนดนโยบายการคลังขยับเพดานขึ้นไปจาก 60 เป็น 70 เพื่อให้กู้เงินให้กับรัฐบาลใช้จ่ายในการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด”
ประธานกรรมการบมจ.ไทยประกันภัย สมชัย สัจจพงษ์ ระบุ วิกฤติโควิดได้สร้างแผลเป็นให้ระบบเศรษฐกิจไทย เป็นจุดทดสอบสำคัญต่อภาคธุรกิจและรัฐบาล ซึ่งการทำให้ศก.กลับไปเป็นปกติก่อนที่เจอโรคระบาด คำถามคือว่าควรจะกลับไปสู่ความปกติแบบไหน เพราะวิกฤติครั้งนี้ชี้ให้เห็นจุดอ่อนมากมายที่ประเทศมี เช่น ปัญหาเหลื่อมล้ำรุนแรงมากขึ้น ทั้งรายได้ สังคม ระบบการช่วยเหลือสังคมอ่อนแอไม่ทั่วถึง
ทั้งนี้ สิ่งที่รัฐบาลต้องืทำ คือทำอย่างไรให้กลุ่มเปราะบางหลุดพ้นจากความยากจน โดยควรหยุดแจกเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แบบไม่มีเป้าหมาย โดยต้องการแจกเงินทำได้แต่ต้องหาวิธีลดจำนวนคนจน คือยิงนกนัดเดียวต้องได้นกสองตัว ไม่ใช่ภูมิใจกับการที่มีคนได้รับบัตรคนจนเพิ่มขึ้นทุกปี ต้องพัฒนทักษะด้านแรงงานให้หลุดพ้นจากความยากจน รวมถึงการช่วยเหลือร้านค้าที่ปิดตัวใหักลับมาปกติ บนเงื่อนไขการปล่อยกู้ที่ยืดหยุ่นให้คนที่หลุดตาข่ายเข้ามาในตาข่ายของมาตรการกระทรวงการคลังได้ และการแก้ปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนที่สูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ ต้องทำแผนไม่ใช่แค่ยืดเวลาชำระหนี้