ด้านการส่งออกรายตลาด พบว่าตลาดออสเตรเลียและฮ่องกงหดตัว ส่วนตลาด CLMV ทรงตัว ขณะที่ตลาดสำคัญอื่น ๆ ยังขยายตัวต่อเนื่อง
การส่งออกไปอินเดียยังคงขยายตัวในระดับสูงที่ 44.2%YOY ซึ่งเป็นการขยายตัว 7 เดือนต่อเนื่อง โดยมีสินค้าหลักที่ขยายตัว ได้แก่ เม็ดพลาสติก (92.6%YOY), เคมีภัณฑ์ (64%YOY) และรถยนต์และส่วนประกอบ (106.1%YOY)
การส่งออกไปจีนขยายตัวที่ 32.3%YOY โดยผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง (163.8%YOY) ยังเป็นปัจจัยหนุนที่สำคัญที่สุด นอกจากนี้ ยังมีสินค้าสำคัญอื่น ๆ ที่ขยายตัว เช่น เม็ดพลาสติก (32.3%YOY), ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง (68%YOY) และยางพารา (108.1%YOY) เป็นต้น
การส่งออกไป CLMV ทรงตัวที่ -0.03%YOY เมื่อพิจารณารายกลุ่มประเทศแล้วพบว่า การส่งออกไปกัมพูชาและลาวขยายตัว 28.5%YOY และ 19.8%YOY ในขณะที่การส่งออกไปเมียนมาและเวียดนามหดตัว -6.3%YOY และ -17.2%YOY ตามลำดับ ซึ่งเป็นผลจากการะบาด COVID-19 อย่างหนักของทั้งสองประเทศ รวมถึงปัญหาด้านการเมืองของเมียนมา
การส่งออกไปฮ่องกงพลิกกลับมาหดตัว -9.5%YOY โดยมีปัจจัยฉุดหลักจากการส่งออกทองคำที่หดตัวถึง -65.8%YOY และโทรศัพท์ฯ (-44.5%YOY) ขณะที่สินค้าสำคัญอื่นที่ยังขยายตัว ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ (13.4%YOY) และแผงวงจรไฟฟ้า (15.6%YOY)
การส่งออกไปออสเตรเลียหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่สองที่ -23.1% เร่งขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ -12.3% โดยสินค้าส่งออกหลักที่หดตัว ได้แก่ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ (-19.4%YOY), รถยนต์และส่วนประกอบ (-6.3%YOY) และทองคำ (-95.7%YOY)
ด้านมูลค่านำเข้าในเดือนสิงหาคม 2021 ขยายตัว 47.9%YOY เร่งตัวจากเดือนก่อนหน้าที่ 45.9%YOY โดยเป็นการขยายตัวในทุกหมวดนำเข้าสำคัญ ได้แก่ สินค้าเชื้อเพลิง (81.8%YOY) ที่ขยายตัวจากทั้งฐานต่ำและราคาที่ปรับเพิ่มขึ้นสูงเมื่อเทียบกับปีก่อน, สินค้าทุน (23.8%YOY), สินค้าอุปโภคบริโภค (12.7%YOY) และยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง (47.3%YOY) ขณะที่การนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปขยายตัวเช่นกันที่ 65.7%YOY และหากหักทองคำจะขยายตัวที่ 66.3%YOY ทั้งนี้ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2021 การนำเข้าขยายตัวที่ 31%YOY ในส่วนของดุลการค้าเดือนสิงหาคมพลิกกลับมาขาดดุลที่ -1,215.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ดุลการค้าในช่วง 8 เดือนแรกยังคงเกินดุลอยู่ที่ 1,407 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
แม้การส่งออกจะสามารถเติบโตแบบ %YOY ได้ดี แต่หากเทียบกับเดือนก่อนหน้าแบบปรับฤดูกาล การส่งออกปรับลดลงมากถึง -9.1%MoM_sa โดยเป็นผลมาจากหลายปัจจัย ได้แก่
1) การส่งออกทองที่ลดลงมาก โดยการส่งออกทองคำในเดือนสิงหาคมปรับลดลงถึง -85.8%YOY ซึ่งหากไม่รวมทองคำ มูลค่าส่งออกจะเพิ่มจาก 8.9%YOY เป็น 23.8%YOY ดังนั้น ทองคำจึงเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้ตัวเลขการส่งออกเดือนสิงหาคมปรับลดลงมากเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า
2) ผลของการระบาดสายพันธุ์เดลตาทั้งในประเทศและทั่วโลก ที่ทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวและเกิดปัญหา supply disruption โดยผลดังกล่าวเริ่มแสดงสัญญาณให้เห็นตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคม และเริ่มเห็นชัดขึ้นในเดือนสิงหาคม สะท้อนจากการส่งออกของไทยไม่รวมทองคำแบบปรับฤดูกาลปรับลดลงตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นมา (รูปที่ 3 ซ้าย) ส่วนรูปที่ 3 ขวา แสดงถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกจากการระบาดของ COVID-19 สายพันธุ์เดลตา สะท้อนจาก Global Manufacuturing PMI Export Orders และ Manufacturing PMI ของประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในอาเซียนที่ปรับตัวลดลงต่ำกว่าระดับ 50 ในช่วงหลัง
นอกจากนี้ การผลิตเพื่อส่งออกของไทยยังได้รับผลกระทบจาก supply chain disruption ทั้งที่เกิดจากการปิดโรงงานในไทยและการหยุดการผลิตของประเทศคู่ค้าที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน โดยรูปที่ 4 แสดงให้เห็นว่ามีหลายโรงงานที่ประสบปัญหาจากการระบาดในประเทศ ประกอบกับดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (MPI) ในเดือนกรกฎาคมที่ปรับลดลงชัดเจนในหลายอุตสาหกรรมอาจสะท้อนปัญหา supply chain disruption ที่เกิดขึ้น ทั้งนี้หากพิจารณาตัวเลขส่งออกรายสินค้าสำคัญของไทย (รูปที่ 5) ก็จะพบว่าการส่งออกสินค้าสำคัญส่วนใหญ่ปรับลดลงต่อเนื่องตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นมา โดยเฉพาะสินค้ารถยนต์ที่ปรับลดลงมากกว่าสินค้าอื่น โดยเป็นผลจากทั้งเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลงและปัญหา supply chain disruption ตามที่ได้กล่าว รวมถึงการขาดแคลนชิปที่ทำให้บริษัทรถยนต์ต้องปรับลดการผลิตลงมา
ด้วยเหตุนี้ EIC จึงคาดว่าในช่วงที่เหลือของปี การส่งออกมีแนวโน้มทรงตัวหรือชะลอลง โดยอัตราเติบโตจะปรับลดลงจากในช่วงก่อนหน้าตามฐานปีก่อนที่ปรับสูงขึ้น ทิศทางเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลงจากการกลับมาระบาดในหลายประเทศ ปัญหา supply chain disruption และปัญหาการขาดแคลนชิปที่เริ่มส่งผลกระทบมากขึ้น โดยเฉพาะในการผลิตสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และรถยนต์ ทั้งนี้หากสถานการณ์ระบาดทั่วโลกและในประเทศเริ่มดีขึ้น ก็จะทำให้ภาคการผลิตกลับมาดำเนินการได้ ซึ่งจะส่งผลทำให้การค้าและการส่งออกโลกกลับมาฟื้นตัวดีขึ้นอีกครั้งได้
ในส่วนของปี 2022 การส่งออกยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องตามเศรษฐกิจโลกที่ 4.7% โดยเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องตามความคืบหน้าในการฉีดวัคซีน โดยเฉพาะเศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนาที่จะเร่งขยายตัวตามเศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้วมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการส่งออกของไทยที่จะมีประเทศคู่ค้าฟื้นตัวเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัญหาขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ที่ทำให้ค่าระวางเรืออยู่ในระดับสูง และปัญหาขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ (ชิป) น่าจะยังเป็นปัจจัยกดดันผู้ส่งออกต่อเนื่องในปีหน้า