ดร. นิยม กล่าวต่อว่า ตามขั้นตอนของ กมธ ศาสนาก็ต้องมีหนังสือสอบถามข้อเท็จจริงไปยังเจ้าคณะหน หรือเจ้าคณะภาค ว่า ตามที่สำนักพุทธให้ข้อมูลว่าเจ้าคณะหนเป็นผู้เสนอปลดนั้น ทางเจ้าคณะหนมีขั้นตอนการปลดอย่างไร มีการตั้งคณะกรรมการสอบก่อนหรือไม่ หรือว่าเป็นดุลยพินิจของเจ้าคณะหนเอง แล้วมีอะไรเป็นหลักในการใช้ดุลยพินิจ จากนั้น ก็จะเรียกฝ่ายที่ร้องเรียนเข้ามาให้ข้อมูล จึงจะสรุปข้อเท็จจริงได้ ดังนั้น กมธ ศาสนา ยังไม่ได้สรุปอะไร อยู่ในขั้นตอนการเรียกสำนักพุทธมาให้ข้อมูลคนเดียว ยังไม่ได้เรียกคนอื่นมา การที่คุณไพบูลย์ออกมาให้ข่าวว่า ยุติเรื่องแล้ว จึงเป็นความเห็นส่วนตัวของคุณไพบูลย์คนเดียวเท่านั้น ยังไม่ใช่ข้อสรุปของ กมธ ศาสนาแต่อย่างใด
ดร. นิยม กล่าวต่ออีกว่า คุณไพบูลย์ นิติตะวันยังอ้างอีกว่า เจ้าคณะจังหวัดถูกปลดจากตำแหน่งทางการปกครอง ไม่ใช่เรื่องอธิกรณ์ เพราะไม่ได้ถูกร้องเรียนอาบัติปาราชิก ถึงไม่มีการสอบก็สามารถปลดได้ เป็นการแสดงความคิดเห็นที่เป็นอันตรายต่อวงการพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง ตนเห็นว่า หากไม่มีความรู้ทางคณะสงฆ์ อย่ามั่วและอย่าพูดเสียยังจะดีกว่า ตนขอทำความเข้าใจเรื่องนี้ หากเห็นว่า พระสังฆาธิการถูกร้องเรียนความผิดต่อตำแหน่งทางการปกครอง ก็ตั้งกรรมการสอบจริยาพระสังฆาธิการ ส่วนถ้าถูกร้องเรียนอาบัติก็สอบอธิกรณ์ ว่าผิดอาบัติหรือไม่ กรณีนี้เป็นเรื่องการปลดจากตำแหน่งทางการปกครองในระดับเจ้าคณะจังหวัด ซึ่งเจ้าคณะหนและเจ้าคณะภาคต้องตั้งกรรมการสอบจริยาพระสังฆาธิการ กฎมหาเถรสมาคมกำหนดเอาไว้ชัดเจน เป็นขั้นเป็นตอน หากไม่ตั้งกรรมการสอบ เจ้าคณะหนและเจ้าคณะภาค ก็ผิดจริยาพระสังฆาธิการอย่างร้ายแรง ตนเห็นว่า ไม่ใช่ว่า จริยาพระสังฆาธิการจะเอาไว้ใช้กับ เจ้าอาวาส เจ้าคณะตำบล หรือเจ้าคณะอำเภอตัวเล็กตัวน้อยเท่านั้น มันต้องใช้กับเจ้าคณะภาค เจ้าคณะหน หรือแม้แต่ มส ก็ต้องใช้ด้วยเช่นกัน เหมือนการสอบความผิดวินัยร้ายแรงของข้าราชการ ไม่ใช่จะเอาไว้ใช้แต่กับข้าราชการตัวเล็กตัวน้อยเท่านั้น แต่ใช้กับทุกระดับจนถึงอธิบดี
ดร. นิยมกล่าวต่อไปอีกว่า ตนขออธิบายเพิ่มเติม กรณีจังหวัดปทุมธานีอยู่ในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค 1 มีพระธรรมวชิรเมธี หรือเจ้าคุณมีชัย วัดหงส์รัตนาราม เป็นเจ้าคณะภาค ในการแสวงหาข้อเท็จจริง กมธ การศาสนา จะต้องเรียกเอกสารที่เจ้าคณะภาค 1 ตั้งคณะกรรมการสอบหาความผิด จนถึงมีมติปลดจากตำแหน่งมาดู ว่าได้ดำเนินการหรือไม่ เช่น เอกสารการถูกร้องเรียน เอกสารการตั้งคณะกรรมการสอบ เอกสารการโต้แย้งของผู้ถูกกล่าวหา ผลการสอบของคณะกรรมการ และผลสอบที่พระธรรมวชิรเมธี เจ้าคณะภาค 1 รายงานต่อสมพระเด็จมหารัชมงคลมุนี หรือสมเด็จธงชัย เจ้าคณะใหญ่หนกลาง วัดไตรมิตร เพราะเจ้าคณะภาค 1 เป็นเจ้าคณะผู้ปกครองใกล้ชิดกับเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ซึ่งจะต้องเป็นต้นเรื่องของการเสนอปลด จากนั้น ก็เรียกหนังสือเจ้าคณะใหญ่หนกลางว่า มีการพิจารณาเห็นชอบหรือไม่อย่างไร ก่อนที่จะแจ้งมายังสำนักพุทธซึ่งเป็นเลขาธิการมหาเถรสมาคม และเป็นผู้จัดทำวาระการประชุมเสนอต่อมหาเถรสมาคม
ดร. นิยมกล่าวอีกว่า ในส่วนกรณีจังหวัดฉะเชิงเทรา อยู่ในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค 12 มีพระราชเวที วัดโพธิ์ เป็นเจ้าคณะภาค ก็ต้องเสนอปลดตามขั้นตอนเดียวกันมายัง สมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนจะวันออก วัดไตรมิตร และเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออกส่งมายังสำนักพุทธ เพื่อทำวาระการประชุมแจ้งต่อที่ประชุมมหาเถรสมาคม และกรณีจังหวัดกาฬสินธุ์ ฝ่ายธรรมยุติ ก็ต้องส่งเรื่องการปลดมายังเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุติ เช่นเดียวกัน เมื่อมีการสอบ ขึ้นมาตามลำดับการปกครองสงฆ์เช่นนี้ จึงเป็นการปฏิบัติตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 (พ.ศ. 2541) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ แก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 1 (พ.ศ. 2563) ข้อ 5/1 (2)