ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ออกคำสั่งจังหวัด ผ่อนคลายมาตรการคัดกรองการเดินทางเข้าพื้นที่ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มีผลวันที่ 1 ตุลาคม 2564

23 กันยายน 2564 นายณรงค์ วุ่นซิ้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตในฐานะผู้กำกับการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ได้ออกคำสั่งจังหวัดภูเก็ตที่  5745/2564 
              
เรื่อง มาตรการตรวจคัดกรองการเดินทางเข้าจังหวัดภูเก็ต ตามมาตรการป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) ตั้งแต่วันที่  11 กันยายน 2564 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง ไปแล้ว นั้น เนื่องจากห้วงที่ผ่านมาจังหวัดภูเก็ตได้กำหนดมาตรการป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มาแล้วระยะหนึ่ง ทั้งการตรวจคัดกร้องแบบเชิงรุก  การประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้และความเข้าใจ ให้ประชาชน ผู้ประกอบการ รวมถึงการเร่งดำเนินการตามแผนบริการวัคซีน ดังนั้น เพื่อให้มาตรการทางด้านสาธารณสุขควบคู่ไปกับการดำเนินชีวิตของประชาชนและการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ 
           

จึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 22 มาตรา 34 มาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติโรคติดต่อพ.ศ.2558และข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่1) ลงวันที่ 25 มีนาคม 2563 (ฉบับที่ 24) ลงวันที่ 19  มิถุนายน 2564  (ฉบับที่ 25) ลงวันที่ 26  มิถุนายน 2564 (ฉบับที่ 29) ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2564 และ (ฉบับที่ 32) ลงวันที่  28 สิงหาคม 2564 

ภูเก็ตคลายล็อกเข้าพื้นที่ ขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ
             

ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดภูเก็ต ตามมติที่ประชุมครั้งที่ 56/2564 เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2564 จึงยกเลิกคำสั่งจังหวัดภูเก็ต ที่ 5407/2564 ลงวันที่ 11 กันยายน 2564
และกำหนดมาตรการตรวจคัดกรองการเดินทางเข้าจังหวัดภูเก็ต ตามมาตรการป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ดังต่อไปนี้
          ภูเก็ตคลายล็อกเข้าพื้นที่ ขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ

1.ผู้เดินทางเข้าจังหวัดภูเก็ต ทางด่านตรวจท่ฉัตรไชย ทางน้ำ (ท่าเรือ ทุกท่า) ในจังหวัดภูเก็ตและช่องทางภายในประเทศ ท่าอากาศยานภูเก็ต ต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติและให้ถือปฏิบัติ ดังนี้
1) ต้องได้รับวัคนป้องกันโรคโควิด - 19 ชนิดชิโนแวค (Sinovac) , ชิโนฟาร์ม (Sinopharm) สปุตนิก วี (Sputnik V) ครบ 2 เข็ม หรือซิโนแวค (Sinovac) เข็มที่ 1 แอสตราเซนิกา (AstraZeneca) เข็มที่ 2
หรือได้รับวัคนชนิดแอสตราเซนิกา(AstraZeneca),ไฟเซอร์ (Pfizer),โมเดอร์นา(Moderna),จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน (Johnson and Johnson) จำนวน 1 เข็ม มาแล้วเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 14 วัน หรือเป็นผู้ที่หายจาก อาการป่วยด้วยโรคโควิด - 19 มาแล้วไม่เกิน 6 เดือน และ
2) ต้องได้รับการตรวจหาเชื้อโควิด - 19 ด้วยวิธีการ RT - PCR หรือวิธีการ Antigen Test ที่มีผลยืนยันจากสถานพยาบาลหรือห้องปฏิบัติการ โดยมีระยะเวลาไม่เกิน ๗ วัน ก่อนเดินทางถึง
 

3) กรณี ผู้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านจังหวัดภูเก็ต เดินทางผ่านด่านตรวจท่าฉัตรไชย และด่านตรวจ ทางน้ำ (ท่เรือ) สามารถนำชุดตรวจ ATK (Antigen Test Ki) ที่ได้มาตรฐานการรับรองจาก อย. ไปตรวจกับสถานพยาบาล
หรือห้องปฏิบัติการ หรือ รพ.สต. หรือนำมาตรวจเองต่อหน้าเจ้าหน้าที่ ใช้ยืนยันผลได้ครั้งละไม่เกิน 7 วัน
2. ผู้เดินทางเข้าจังหวัดภูเก็ต ที่ได้รับการยกเว้นตามข้อ 1
1) เด็กอายุไม่เกิน 6 ปี ที่เดินทางมากับผู้ปกครองหรือผู้ดูแล
2) ผู้เดินทางมากับรถฉุกเฉินทางการแพทย์ ผู้ป่วยฉุกเฉิน กู้ชีพ กู้ภัย เด็กอายุตั้งแต่ 6 ปี จนถึงผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ที่ไม่อยู่ในเกณฑ์การได้รับวัคซีน ต้องได้รับการตรวจหาเชื้อโควิด - 19 ด้วยวิธีการ RT - PCR หรือวิธีการ Antigen Test โดยมีระยะเวลาไม่เกิน 7 วันก่อนเดินทางถึง กรณีผู้เดินทางผ่านด่านตรวจท่ฉัตร์ไชย และด่านตรวจทางน้ำ (ท่าเรือ) สามารถนำชุดตรวจ ATK (Antigen Test Kit) ที่ได้มาตรฐานการรับรองจาก อย. มาตรวจเองต่อหน้าเจ้าหน้าที่ ใช้ยืนยันผลได้ครั้งละไม่เกิน 7 วัน
     
  กรณี นักเรียนนักศึกษาอายุไม่ถึง 18  ปี ที่ไม่สามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด – 19 ได้และมีความจำเป็นต้องเดินทางผ่านเข้า-ออกจังหวัดภูเก็ตเพื่อการเรียนการศึกษา ให้หน่วยงานต้นสังกัดของสถานศึกษาหรือศึกษาธิการจังหวัดออกบัตรประจำตัวเป็นรูปแบบเดียวกัน แสดงต่อเจ้าหน้าที่เมื่อเดินทางผ่านข้า - ออกจังหวัดภูเก็ต และให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ตทำกรตรวจหาเชื้อโควิด - 19 ด้วยวิธีการ RT – PCR หรือวิธีการ Antigen Test และออกใบรับรองการตรวจหาเชื้อโควิด - 19 ให้มีผลใช้ได้ครั้งละไม่เกิน 1  เดือน

ผู้ที่มีนัดหมายตามกระบวนการพิจารณาในชั้นศาล พนักงานอัยการ หรือพนักงานสอบสวน(จำเลย พยาน ผู้ต้องหา ผู้ได้รับการปล่อยตัว ซึ่งต้องมีเอกสารหลักฐานที่ชัดเจนว่าหากเลื่อนเวลานัดหมายดังกล่าว
จะทำให้กระบวนการพิจารณาเสียหายอย่างร้ายแรง ให้สามารถเดินทางเข้าจังหวัดภูเก็ตได้โดยมีผลการตรวจหาเชื้อโควิด - 19 ด้วยวิธีการ RT - PCR หรือวิธีการ Antigen Test เป็นลบ โดยมีระยะเวลาไม่เกิน ๗ วัน ก่อนเดินทางถึง
       

6.ผู้เดินทางมาตามโครงการนำร่องด้านการท่องเที่ยว (7+7 Extension) หรือบุคคลที่เดินทางไปท่องเที่ยวนอกเขตจังหวัดภูเก็ตทางทะเล ไปจังหวัดนำร่องอื่นแบบไป - กลับภายในวันเดียว พร้อมคนขับเรือ มัคคุเทศก์ และพนักงานประจำเรือ ให้สามารถเดินทางเข้าจังหวัดภูเก็ตได้โดยมีผลการฉีดวัคนครบตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยให้คนขับเรือ มัคคุเทศก์ และพนักงานประจำเรือ ตรวจหาเชื้อโควิด - 19 ด้วยวิธี ATK (Antigen Test Kit) ทุกสัปดาห์
           

7. ให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน "หมอชนะ " และเปิดระบบติดตามไว้ตลอดเวลา หรือลงทะเบียนออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.gophuget.com เพื่อแจ้งข้อมูลในการเดินทางเข้าจังหวัดภูเก็ตล่วงหน้า และแสดงคิวอาร์โค้ด (QR Code) ต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อก่อนเข้าจังหวัดภูเก็ต
               

ผู้ติดเชื้อที่จงใจปกปิดข้อมูลการเดินทางหรือแจ้งข้อมูลเท็จ ต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อทำให้เป็นอุปสรรคต่อการสอบสวนและควบคุมโรคเป็นผลให้เชื้อโรคแพร่ออกไป อาจเข้าข่ายเป็นการฝ้าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 ด้วย
             

ขอความร่วมมือผู้ที่เดินทางเข้ามาในจังหวัดภูเก็ต ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคโควิด – 19 (D-M-H -T -T -A) ได้แก่D – Distancing = เว้นระยะห่างระหว่างกัน M - Mask Wearing = สวมหน้ากากผ้า / หน้ากากอนามัยเสมอ H -Hand Washingล้างมือบ่อยๆ T - Temperature= ตรวจวัดอุณหภูมิ T- Testing = ตรวจหาเชื้อโควิด – 19 A-pplication-ติดตั้งและสแกนแอปพลิเคชันไทยชนะ และหมอชนะ
             

อนึ่ง เนื่องจากเป็นกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนหากปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะก่อให้เกิดผลเสียหาย อย่างร้ายแรงแก่สาธารณชนหรือกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ จึงไม่อาจให้คู่กรณีใช้สิทธิโต้แย้งตามมาตรา 30 วรรคสอง (1) แห่ง พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 
หากผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งฉบับนี้ อาจเป็นความผิดตามมาตรา 51 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือมาตรา 52  ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับแห่งพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 
           

และอาจได้รับโทษตามมาตรา18 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินพ.ศ. 2548 ตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 
ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2564  เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง สั่ง ณ วันที่ 23 กันยายน พ.ศ.2564 

ภาพ / ข่าว โดย:
สมชาย  สามารถ เนชั่นทีวี