โฮ วัน แลง ชาวเวียดนาม ผู้ได้รับฉายาว่า ทาร์ซานในชีวิตจริง ที่เคยเป็นข่าวดังไปทั่วโลกเมื่อปี 56 จากการใช้ชีวิตในป่าเกิน 40 ปี ในการหนีสงครามเวียดนามเมื่อปี 15 ด้วยโรคมะเร็งตับ ในวัย 52 ปี

14 กันยายน 2564 เดลีเมย์รายงาน วานนี้(13 ก.ย.) ว่า โฮ วัน แลง ชาวเวียดนาม ผู้ได้ฉายา ทาร์ซานในชีวิตจริง จากการใช้ชีวิตในป่าเกิน 40 ปี เสียชีวิตแล้วด้วยโรคมะเร็งตับ เมื่อวันที่ 6 ก.ย. ขณะอายุ 52 ปี หลังออกมาใช้ชีวิตในโลกภายนอกได้ 8 ปี

 

นายโฮ วัน แลง ติดตามพ่อชื่อ โฮ วัน ธานห์ ที่พาครอบครัวหนีสงครามเวียดนาม จากการทิ้งระเบิดของกองทัพสหรัฐ ที่ทำให้แม่และพี่ชายอีกสองคนเสียชีวิต เข้าไปอยู่ในป่า เขตตราเบา จังหวัดกว๋างหงาย ตอนกลางใต้ของประเทศ ตั้งแต่ปี 2515 โดยไม่รู้จักวิถีชีวิตของโลกภายนอกนานถึง 41 ปี

 

กระทั่งปี 2556 นายโฮ วัน แลง ออกมาที่หมู่บ้าน โดยเชื่อว่า ยังมีสงครามอยู่ แต่จำเป็นต้องออกมา เพราะพ่อป่วยหนักต้องหาหมอ ทำให้ตกเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วเวียดนามและทั่วโลกถึงการเจอทาร์ซานในชีวิตจริง ส่วนนายธานห์ บิดา เสียชีวิตในปี 2560 โดยไม่ทราบสาเหตุ

ก่อนหน้านั้นมีชาวบ้านเคยเห็นสองพ่อลูกออกมาเก็บฟืนอยู่ชายป่า จึงแจ้งเจ้าหน้าที่ ซึ่งใช้เวลาค้นหาอยู่ราว 5 ชั่วโมงถึงพบ และทราบว่า พี่ชายของนายโฮ วัน แลง ชื่อ โฮ วัน ตรี ใช้ชีวิตอยู่ภายนอก เคยชักชวนให้พ่อและน้องออกมาอยู่ในหมู่บ้าน ช่วงที่พ่อเริ่มสุขภาพไม่ดี

 

ตั้งแต่นั้นมา นายโฮ วัน แลง ใช้ชีวิตใหม่ ซึ่งเพื่อนและผู้สังเกตการณ์เชื่อว่า ความเครียด และการกินดื่มไม่เป็นผลดีกับสุขภาพ

 

นายอัลบาโร เซเรโซ เพื่อนคนหนึ่งของนายแลง ระบุว่า การที่นายแลงใช้วิถีชีวิตใหม่ เริ่มกินอาหารที่ผ่านกระบวนการปรุงแต่ง รวมถึงดื่มแอลกอฮอล์ มีผลเป็นอันตรายต่อสุขภาพของเขา

 

“ผมไม่ชอบเลยที่เห็นเขาอยู่ในโลกศิวิไลซ์ ผมห่วงเขาและร่างกายเขาเสมอว่า จะรับไม่ได้กับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วขนาดนั้น ผมเศร้ามากที่เสียเขาไป แต่คิดว่าเขาไปดีแล้ว เพราะป่วยทรมานมาหลายเดือน เขาเป็นมนุษย์ที่น่ารัก มันเป็นไปไม่ได้เลยในการลืมเขา ผมจะคิดถึงเขาทุกวัน” นายเซเรโซกล่าว

ช่วงที่นายแลงอยู่ในป่ากับพ่อ สองพ่อลูกกินอาหารที่เป็นผลไม้ ขุดมันจากในป่า และข้าวโพดที่ปลูกไว้ ใส่เสื้อผ้าที่ทำจากเปลือกไม้ และอาศัยในกระท่อมที่สร้างอยู่สูงจากพื้นดินราว 5 เมตร

 

ช่วงที่ผู้คนจากภายนอกเข้าไปพบ นายธานห์ พูดภาษาชนกลุ่มน้อยได้นิดหน่อย ส่วนนายแลงพูดได้ไม่กี่คำ ทั้งสองได้รับการตรวจร่างกายก่อนจะมาใช้ชีวิตภายนอก เมื่อปี 2556

 

ทั้งนี้ปี 2559 นายแลง เคยกลับเข้าไปยังบ้านในป่า พร้อมนายเซเรโซ ผู้ทำงานให้องค์กร Docastaway ที่ช่วยเหลือคนต้องการหนีจากความเจริญไปใช้ชีวิตลำพังบนเกาะแห่งหนึ่ง ตอนนั้นนายเซเรโซพานายแลงไปอยู่กระท่อมเดิมกลางป่าหนึ่งสัปดาห์

 

“เขาตื่นเต้นมากที่พาผมไปยังบ้านที่เขาเคยอยู่ เราสนิทกันเร็วมาก เพราะแลงไม่คิดว่าจะมีใครสนใจทักษะที่เขาเอาตัวรอดในป่า เขามีความสุขมากที่ได้แสดงให้ผมดู”

 

"เขาเป็นคนที่น่าทึ่งและน่ารักมาก ตอนเราอยู่ในป่าด้วยกัน สิ่งที่ผมใช้เวลานานหลายชั่วโมงกว่าจะทำสำเร็จ เขาสามารถทำได้ภายในไม่กี่วินาที เขาเหมือนเด็กที่มีทักษะเป็นยอดมนุษย์" นายเซเรโซ กล่าว

 

ทริปครั้งนั้นทำให้นายเซเรโซเก็บภาพบันทึกที่นายแลงสะเทือนใจที่ต้องจากป่าที่เคยอยู่ และมองว่า วิถีชีวิตใหม่กับวิถีชีวิตเดิมของนายแลงแตกต่างมากเกินไป และเป็นผลเสียกับสุขภาพของเขา

 

ขอบคุณข้อมูลจาก เดลีเมย์รายงาน