ส่วนเส้นทางทางการเมืองเริ่มต้นเมื่อปี 2542 กับพรรคไทยรักไทย ที่มี “ทักษิณ ชินวัตร” หัวหน้าพรรค ดูแลยุทธศาสตร์เลือกตั้งในสนามกรุงเทพฯ พอเข้าปี 2557 ร.อ.ธรรมนัส เป็นผู้เข้าสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย แต่การเลือกตั้งเป็นโมฆะ
หลัง คสช.รัฐประหาร และมีการตั้งพรรคพลังประชารัฐ ร.อ.ธรรมนัส ได้รับการชักชวนจากผู้ใหญ่ให้มาร่วมงานการเมือง รับตำแหน่งประธานยุทธศาตร์ภาคเหนือ จนผลงานเข้าตาผู้หลักผู้ใหญ่อย่างมาก ก่อนได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
คนทั่วไปอาจมองว่า ร.อ.ธรรมนัส เป็นมาเฟีย แต่คนเมืองกว๊านถือว่าเขาเป็นพ่อพระของคนพะเยา โดยเฉพาะการช่วยเหลือคนยากไร้ คนด้อยโอกาส และด้วยความที่เป็นคนเข้าถึงง่าย ปฏิเสธชาวบ้านไม่เป็น จึงเป็นที่รักของกลุ่มกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และกลุ่มข้าราชการ
เจ้าตัวยังเคยพูดว่า “มาเฟียเป็นภาพติดตัวผมมาตั้งแต่อยู่กับ เสธ.ไอซ์ คำว่ามาเฟียกับนักเลงมันต่างกัน นักเลงคือคนที่ใจเป็นนักเลง คนใจนักเลงคือถึงไหนถึงกัน กล้าได้กล้าเสีย รักเพื่อนฝูง แต่มาเฟียคือกลุ่มอิทธิพลที่รังแกคน ตั้งตัวเองขึ้นมาเป็นผู้มีอิทธิพล อยู่บนผลประโยชน์ ผมไม่ใช่คนประเภทนั้น แต่ผมไม่ปฏิเสธว่าผมเป็นนักเลง เพราะเรามันคนใจนักเลง”
แต่แล้วชะตาชีวิตก็พลิกผัน วันที่ 5 พฤษภาคม 2564 ศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยสถานะความเป็น ส.ส.และรัฐมนตรี ของ “ร.อ.ธรรมนัส” กรณีถูกศาลออสเตรเลียพิพากษาจำคุกในข้อหา “พัวพันคดีค้ายาเสพติด” ก่อนที่เขาจะตอบโต้ด้วยการกล่าววรรคทอง “มันคือแป้ง” จนกลายเป็นวลีเด็ด
โดยศาลมีคำวินิจฉัย มีมติว่า ร.อ.ธรรมนัส ไม่มีลักษณะต้องห้าม เนื่องด้วยเหตุเป็นคดีที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ไม่ผูกพันกฎหมายไทยตามหลักอำนาจอธิปไตยไทย ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้อำนาจของรัฐอื่น จนกลายเป็นแรงกระเพื่อมลูกใหญ่ของคนในสังคมที่ต่างวิพากษ์วิจารณ์คำวินิจฉัยของศาล ถึงขั้นส่ายหัวไปตามๆ กัน
หลังจากนี้ต้องจับตาใกล้ชิดว่า “ธรรมนัส” จะเลือกเดินไปทางไหน และรัฐบาลที่ไร้ชื่อ “ธรรมนัส” จะเป็นยังไง??