กรณี พ.ร.บ.ปราบปรามยาเสพติด ที่เปิดช่องให้คุมตัวผู้ต้องหาได้ 3 วัน ก่อนส่งพนักงานสอบสวน ซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า อาจจะเป็นช่องโหว่ให้เกิดการอุ้มรีดหรือไม่

“เนชั่น ทีวี”  ได้สอบถามเรื่องนี้กับนายวิชัย ไชยมงคล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส.ได้รับคำตอบว่า ตนขอยืนในเรื่องนี้ว่าที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เคยมีการใช้อำนาจการควบคุมตัวของ ป.ป.ส.เลย และยังมีบางคนอ้างถึงอำนาจนี้ในการนำตัวผู้ต้องหาไปควบคุมตัว ซึ่งกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เคยใช้อำนาจนี้ เนื่องจากมีขั้นตอนหลายขั้นตอน และต้องแจ้งให้เลขาธิการ ป.ป.ส.รับทราบในทุกคดี ซึ่งประเด็นขั้นตอนที่มีความละเอียดนี้ทำให้ตำรวจไม่เลือกใช้อำนาจดังกล่าว 

 

 

ส่วนรายละเอียดที่มีขั้นตอนหลายข้อนั้น เช่น จะต้องมีบันทึกการจับกุม และตัวผู้ที่ถูกควบคุมตัวจะต้องตกเป็นผู้ต้องหาแล้ว และมีการยินยอมในการให้ข้อมูลขยาย เพื่อให้ประโยชน์ต่อการสืบสวนตามมาตรา 100/2 ซึ่งจะต้องได้รับการยินยอมจากตัวผู้ต้องหาที่จะต้องมีการลงในบันทึกการจับกุม

 

 

เลขาธิการ ป.ป.ส. ยังย้ำอีกว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เคยใช้อำนาจการควบคุมตัวจริงๆเลย แถมมีบางคนแอบอ้างด้วย เพราะเจ้าหน้าที่ที่ใช้บัตร ป.ป.ส.ไม่เคยมีประวัติในทางที่ไม่ดี และอยากขอให้นักการเมืองหาข้อมูลรายละเอียดเรื่องนี้ให้ถูกต้องเสียก่อนที่จะนำไปวิพากษ์วิจารณ์

“เนชั่น ทีวี” ได้รับสอบถามกับอดีตนายตำรวจระดับสูง ซึ่งเคยปฏิบัติหน้าที่ภายในกองบัญชาการปราบปรามยาเสพติด ให้ข้อมูลว่า พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ถือเป็นเครื่องมือในการปฏิบัติงานให้ชุดจับกุมขยายผลได้ เป็นประโยชน์ในการสืบสวนติดตามขยายผลอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่จะส่งพนักงานสอบสวน เพราะบางครั้งต้นทางของยาเสพติด ถูกลำเลียงมาจากทางภาคเหนือ แต่ผู้ต้องหาถูกจับได้ที่ภาคใต้ ก็ต้องมีการขยายผลให้รอบด้าน ซึ่งระยะเวลาในการดำเนินการค่อนข้างใช้เวลา หากยกเลิกกฏหมายนี้จะทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี เพราะหากส่งผู้ต้องหาไปถึงพนักงานสอบสวน การขยายผลจะยากขึ้น พนักงานสอบสวนมีเวลาในการคุมตัวผู้ต้องหาน้อย ทำให้เวลาขยายผลมีจำกัด ชุดจับกุมเมื่อจับได้จึงต้องขยายผลให้เรียบร้อยก่อนส่งพนักงานสอบสวน พร้อมรายงานการสืบสวนติดตามขยายผล เพื่อออกหมายจับหรือดำเนินการต่อไปได้ส่วนการที่มีบุคคลบางส่วนนำข้อกฏหมายนี้มาใช้ในการรีดไถ มีเพียงส่วนน้อย ซึ่งถือว่าผิดวัตถุประสงค์