มีหรือเมื่อถูกจัดหนักแบบนี้ “อ.ปวิน” จะยินยอม จึงโพสต์สวนกลับว่า “พูดความจริงว่าพระอย่างไพรวัลย์ หลงระเริงทางโลกมาก เล่นเฟซบุ๊กเป็นอาชีพ ถ่ายรูปตัวเองลงมากกว่าฆราวาส เล่นกระแสโซเชี่ยลต่างๆ นี่เพิ่งเห็นว่าโพสต์ด่ากลับดิชั้นว่า ถ่อยและทราม การชี้จุดอ่อนพระแบบนั้น ถ้าคิดว่าถ่อยและทราม ดิชั้นรับไว้หมด แต่พอซะทีกับการที่ทำตัวเป็นพระเซเลป มันเหม็นเบื่อ มันยังลุ่มหลงในชื่อเสียงลาภยศ อย่าเป็นเลยดีกว่าไอ้อาชีพพระเนี้ย อ้อ ดูจากเนื้อความแล้วนางโกรธดิชั้นมาก 55555 แค่ความโกรธก็ดับไม่ลง จะเอาอะไรมากกว่านี้”
จากนั้นทั้ง 2 คน ก็ออกหมัดผ่านการจิกกัดผ่านโซเชียลแบบไม่ยั้ง โดย “อ.ปวิน” ตอบกลับว่า "ไม่เคยรับความจริงเลยนะคะหลวงพี่ ดิชั้นพร้อมพูดความจริง เพราะรู้ว่าหลวงพี่ต้องดิ้น ถ่อยทรามตรงไหนไม่ทราบ พระเล่นเฟซบุ๊กขนาดนี้ ตัดทางโลกไม่ขาด สึกค่ะ ทำศาสนาเสื่อมเปล่าๆ"
"พระมหาไพรวัลย์" ตอบกลับว่า "มีข้อไหนที่บอกว่าพระใช้เฟซบุ๊กแล้วต้องสึกอาจารย์ ถ้าคำพูดพวกนี้มาจากคนอีกฝั่ง อาตมาจะไม่ถือสาเลยนะ แต่นี่เป็นอาจารย์ ทำไมจึงมองอะไรมักง่ายแบบนี้ ทำไมถึงจ้องหาเรื่องกันกับสิ่งที่ไม่ควรหาเรื่องหาความ”
หรือข้อความว่า “คำถามคือไม่ใช่ธรรมะแล้วผิดตรงไหน กับข้อความแค่นี้ คูรทำหน้าที่เป็นกระทรวงวัฒนธรรม หรือสำนักพุทธ ในการเที่ยวมาตรวจสอบข้อความบนเฟซบุ๊กของคนอื่น ตั้งแต่เมื่อไหร่ คุณถ่ายรูปโชว์ตูด นั่นเป็นเรื่องวิชาการหรือเปล่า?”
“อ.ปวิน” โต้ว่า “แต่ดิชั้นไม่ใช่พระ” และตอบอีกว่า "สิ่งที่คุณไพรวัลย์ตอบมาแบบยืดยาว ยิ่งชี้ว่าสิ่งที่ผมวิจารณ์เค้ายิ่งถูกต้องที่สุด" ทาง “พระมหาไพรวัลย์” จึงระบุว่า "อาตมาคิดเช่นกันว่า สิ่งที่อาตมาเขียนถึงความย้อนแย้งในตัวปวินทั้งหมดนั้น ถูกต้องยิ่งแล้ว"
ก่อนที่ “อ.ปวิน” จึงทิ้งท้าย "ดิชั้นพูดในสิ่งที่อยากพูดแล้ว และพูดแทนคนจำนวนหนึ่ง ที่เริ่มเหนื่อยกับคุณไพรวัลย์ หมดหน้าที่แล้ว และเพราะรู้ว่า คุณไพรวัลย์จะไม่เอามันไปตรึกตรองอีกอยู่ดี แค่นี้ละค่ะ"