บริษัทอาลีบาบามีแผนจะลงทุนเป็นมูลค่า 1 แสนล้านหยวน (กว่า 5 แสนล้านบาท) ซึ่งแผนการดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังรัฐบาลจีนเข้าควบคุมการผูกขาดธุรกิจเพื่อสนับสนุนนโยบาย “เจริญรุ่งเรืองร่วมกัน”

บริษัทอาลีบาบาในประเทศจีนมีแผนจะลงทุนเป็นมูลค่า 1 แสนล้านหยวน หรือกว่า 5 แสนล้านบาท เพื่อสนับสนุนนโยบายเจริญรุ่งเรืองร่วมกันของภาครัฐบาล เป็นการเข้าร่วมสนับสนุนนโยบายเพื่อสังคมภายใต้การผลักดันของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง


รัฐบาลเริ่มออกกฎหมายให้บรรดาบริษัทต่างๆ แบ่งปันความมั่งคั่งของบริษัทให้มากขึ้น เพื่อบรรเทาปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก โดยมีเป้าหมายคือกระจายเม็ดเงินของบริษัทใหญ่ให้มาตอบแทนสังคมมากขึ้น ซึ่งอาลีบาบาเป็นบริษัทล่าสุดที่ตอบรับนโยบายนี้ ภายหลังบริษัทไอที เทนเซ็นต์ และ บริษัทรถยนต์ จิลี่ ออโต้โมบิล


แหล่งข่าวของทางรัฐบาลยังเปิดเผยอีกว่า เงินก้อนดังกล่าวจากอาลีบาบาจะตรงเข้าไปอุดหนุนสำหรับธุรกิจขนาดกลางและเล็กทั่วประเทศ อีกทั้งนำไปปรับปรุงคุณภาพชีวิตของแรงงาน เพิ่มสวัสดิการให้กับเหล่าคนที่มีความเปราะบางทางเศรษฐกิจทั้งหลาย รวมถึงยังมีเงินสนับสนุนอีกกว่า 1 แสนล้านบาท สำหรับกองทุนพัฒนาความมั่งคั่งร่วมกันอีกด้วย

 

บริษัทธุรกิจทางอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ภายในประเทศจีนตกเป็นเป้าหมายการเพ่งเล็งของรัฐบาลมาพักใหญ่ กลายเป็นข้อถกเถียงวงกว้างในประเด็นต่างๆ จากทั้งประเทศ ในด้านพฤติกรรมการผูกขาดไปจนถึงละเมิดสิทธิผู้บริโภค และหลังถูกตัดสินว่าละเมิดกฎหมายการผูกขาด อาลีบาบาก็ถูกลงดาบสั่งปรับไปเป็นจำนวนเงิน 9 หมื่นล้านบาท


บริษัทอาลีบาบายังได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ด้านการดูแลพนักงานในสังกัด ด้วยส่วนมากพนักงานซึ่งเป็นคนขับรถหรือคนส่งของทั้งหลายของบริษัทไม่มีสวัสดิการคุ้มครองมากนัก ไม่มีแม้กระทั่งสิทธิในการใช้งานประกันสังคมเพื่อเข้าถึงสิทธิรักษาพยาบาลทั่วไป นั่นทำให้บริษัทในเครืออาลีบาบาทั้งหมดต้องปรับปรุงสวัสดิการพนักงานทั้งหมดใหม่


นี่เป็นความพยายามเข้าควบคุมธุรกิจขนาดใหญ่ภายในประเทศ ภายหลังบริษัทเหล่านี้สร้างผลกำไรมหาศาล กวาดเม็ดเงินเข้ากระเป๋าไปเป็นจำนวนมาก ดังเช่นที่เกิดกับในบริษัทเทนเซ็นต์ ที่ถูกบังคับให้ขายลิขสิทธิ์เพลงจากบริษัทที่เพิ่งทำการซื้อ ภายหลังถูกตัดสินว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการผูกขาดตลาดมากเกินไป