ก.ย.นี้ พร้อมทดสอบวัคซีนใบยาสูบในมนุษย์เฟสแรก ควบคู่ไปกับการปรับสูตรเตรียมวัคซีนรุ่น 2 รศ.ดร.วรัญญู เผย พร้อมเจาะตลาดในกลุ่มสินค้าที่บริษัทใหญ่มองข้าม ด้าน ดร.สุธีรา ระบุ หวังสร้างพื้นฐานให้รุ่นต่อไปพัฒนาวัคซีนและยาสร้างความมั่นคงให้กับประเทศต่อไป

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

3 กันยายน 2564 รศ.ดร.วรัญญู พูลเจริญ Co-founder และ Chief Technology Officer (CTO) บริษัท ใบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด กล่าวถึงความคืบหน้าการผลิตวัคซีนใบยาสูบ เพื่อป้องกัน โควิด-19 ในรายการ พูดคุยผ่านช่องทางออนไลน์ ถึงการเตรียมความพร้อมให้กับประเทศไทยรับมือกับเทรนด์การเปลี่ยนแปลงในอนาคต เพื่อมองหาและสร้างโอกาสให้กับประเทศ ผ่านการแลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ตรง ในรายการ Future Talk by NXPO ครั้งที่ 4 พูดคุยในประเด็น “ความก้าวหน้าการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ของบริษัทสตาร์ทอัพสัญชาติไทยด้วยกลไกการบ่มเพาะจากสถาบันอุดมศึกษา” ได้รับเกียรติจาก ผศ.ภญ.ดร.สุธีรา เตชคุณวุฒิ อาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย Co-founder และ CEO บริษัท ใบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด และ รศ.ดร.วรัญญู พูลเจริญ Co-founder และ Chief Technology Officer (CTO) บริษัท ใบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด จัดโดยสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.)  ดำเนินรายการโดย ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช.ว่า

 

แนวทางการผลิตวัคซีนของ บริษัทใบยาฯ ด้วยการใช้เทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ จากการผลิตเฉพาะโปรตีน หรือชิ้นส่วนของไวรัสที่สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ ที่เรียกว่าซับยูนิตวัคซีนหรือโปรตีนวัคซีน โดยบริษัท ใช้พืชทั้งต้นจากต้นยาสูบ พันธุ์ที่มีปริมาณนิโคตินต่ำในการผลิต ด้วยการปลูกพืชขึ้นมาและทำการส่งถ่ายยีนส์เฉพาะชิ้นส่วนที่สามารถนำไปเป็นโปรตีนของไวรัสที่ต้องการได้ ซึ่งจุดเริ่มต้นของการตั้งบริษัท เกิดจากการที่เรียนจบด้านวิทยาศาสตร์ และได้มาเป็นอาจารย์ที่คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ เริ่มมองเห็นว่าเด็กที่จบในสายนี้ไปไม่มีใครทำงานในด้านการพัฒนายา จึงคิดว่าน่าจะเป็นสิ่งที่ดีหากสามารถเริ่มพัฒนาวัคซีนหรือยาใหม่ๆ ได้เองในประเทศตั้งแต่ต้นน้ำ

ด้านผศ.ภญ.ดร.สุธีรา ที่เรียนจบด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข กล่าวเสริม เกี่ยวกับนโยบายประกันสุขภาพ และการเข้าถึงยา ทำให้เห็นว่าประเทศไทยมีระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า แต่ประชาชนยังไม่สามารถเข้าถึงยาที่มีราคาแพงได้ ดังนั้นหากสามารถผลิตยาได้เอง ก็น่าจะเป็นการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ให้ประเทศ ทำให้ประเทศมีเงินเยอะขึ้น และทำให้คนไทยเข้าถึงยาได้มากขึ้น

 

“ความจริงแล้วประเทศไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ผลิตวัคซีนได้เมื่อหลายสิบปีก่อน แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีค่อนข้างสูงในเวลาต่อมา ทำให้มีระยะหนึ่งที่เราอาจจะตามประเทศอื่นไม่ทัน แต่โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ประเทศไทยยังคงมีอยู่ และยังมีศักยภาพจากการลงทุนในการวิจัยและการพัฒนาที่เกิดขึ้น มาเป็นเวลานานบริษัทจึงได้ใช้โครงสร้างพื้นฐานเหล่านั้น ในการช่วยพัฒนาวัคซีน และเตรียมพร้อมรับการระบาดในครั้งถัดไป โดยวัคซีนโควิด-19 ที่ผลิตขึ้นกำลังจะนำเข้าทดสอบในมนุษย์ระยะที่ 1 ในช่วงสิ้นเดือนกันยายนนี้

 

ปัจจุบันเรามีโรงงานผลิตวัคซีนและยาชีววัตถุด้วยพืชที่ได้มาตรฐาน ที่จะใช้ผลิตสำหรับมนุษย์เป็นแห่งแรกในเอเชีย ในขณะเดียวกันได้มีการเตรียมวัคซีนรุ่นที่ 2 ที่มีการปรับสูตร ที่ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น ซึ่งต้องรอดูผลการศึกษาในเฟส 1 เพื่อนำไปพัฒนาปรับปรุงต่อไป โดยคาดหวังว่าประมาณไตรมาส 3 ปี 2565 จะมีวัคซีนฉีดให้คนไทยใช้ได้ ซึ่งถือว่าเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมยาและวิทยาศาสตร์ของไทย” ผศ.ภญ.ดร.สุธีรา กล่าว

ผศ.ภญ.ดร.สุธีรา เผยถึงความท้าทายในการเริ่มจัดตั้งบริษัท และเริ่มดำเนินการผลิตวัคซีนจริง ว่า การผลิตวัคซีนขึ้นมาแต่ละตัวต้องอาศัยการทำงานแบบสหวิชาชีพ ถึงแม้จะมีนักวิทยาศาสตร์ในทีมแล้ว ขณะเดียวกันก็ยังต้องการองค์ความรู้ในการผลิตระดับอุตสาหกรรม ความรู้เรื่องเภสัชกรรม การผลิต การประกันคุณภาพ รวมถึงการออกแบบการศึกษาในสัตว์ทดลอง เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายในการขึ้นทะเบียนวัคซีนเพื่อการนำไปใช้จริง ในการทำงานจึงต้องมีคนจากหลากหลายสาขาเข้ามาทำงานร่วมกัน

 

ขณะที่ รศ.ดร.วรัญญู กล่าวเสริมด้วยว่า การได้เริ่มตั้งบริษัทผลิตวัคซีนขึ้นเอง ทำให้มองระบบการทำงานต่างไปจากเดิม หันมาให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อม การทำวิจัยก่อนการผลิตจริง ทำให้เริ่มทำการวิจัยตั้งแต่ต้นน้ำได้ดียิ่งขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ใบยาฯ ทั้ง 2 ยังทำหน้าที่เป็นอาจารย์ควบคู่ไปกับการทำบริษัทสตาร์ทอัพ ใช้การผสมผสานการทำงานเข้าด้วยกัน ด้วยการให้นิสิตที่สอนเข้ามาทดลองในห้องปฏิบัติการ พัฒนายาและวัคซีนในบริษัท นำโปรเจกต์มาเสนอกับบริษัท ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยให้เด็กได้ลองทำจริง และอาจารย์เองได้นำไปประยุกต์ใช้ในการสอน ทำให้วันนี้นิสิต นักศึกษาเริ่มเห็นเส้นทางอาชีพในสายไบโอเทคสตาร์ทอัพมากขึ้น เมื่อจบไปอาจไปทำให้เกิดสตาร์ทอัพอื่นๆ ในประเทศได้มากขึ้น จากประสบการณ์จริงที่เด็กได้รับระหว่างเรียน

 

ส่วนด้านการการระดมทุนของบริษัท ผศ.ภญ.ดร.สุธีรา เปิดเผยว่า แนวคิดการระดมทุนเป็นวิธีการเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายที่เราต้องการ โดยเงินก้อนแรกมาจากเงินทุนส่วนตัวของเรา 2 คน ที่เป็นผู้ร่วมก่อตั้งตั้งแต่เริ่ม และมีการสนับสนุนห้องปฏิบัติการจากมหาวิทยาลัย ต่อมาเมื่อมีผลงานที่คนเริ่มให้ความสนใจ จึงได้มีการระดมทุนในหลากหลายรูปแบบ ทั้งจากภาคเอกชนและภาคประชาชน เพราะการผลิตยาตัวนึงใช้เงินค่อนข้างมาก ซึ่งวิธีการระดมทุนเพื่อให้สามารถทำงานวิจัยในช่วงที่เร่งด่วนได้รวดเร็ว อย่างในสถานการณการแพร่ระบาดของโควิด-19 นอกจากนี้ยังมีการทำ Crowdfunding ผ่านมูลนิธิของมหาวิทยาลัย หรือ CU Enterprise รวมถึงได้ทุนสนับสนุนจากภาครัฐในการทำ Critical Try ในแง่การทดลองเฟส 1 และคาดว่าจะได้รับทุนต่อเนื่องในเฟสที่ 2-3 เพื่อให้บริษัท มีการเติบโตได้อย่างมั่นคงต่อไป

 

รศ.ดร.วรัญญู กล่าวต่อ บริษัทยังมีผลิตภัณฑ์ตัวยาและวัคซีนอีกหลายอย่างที่อยากทำ ถ้าเริ่มทำตัวแรกได้ ก็จะพัฒนายาหรือวัคซีนตัวอื่นได้ต่อไป เพื่อมารองรับการรักษาโรคอื่นอีกมากมาย ที่บริษัทใหญ่ยังไม่ได้ผลิตขึ้น แต่เราต้องผลิตได้เองตั้งแต่ต้นน้ำ และเมื่อทำไปอย่างต่อเนื่อง มั่นคง มีประสบการณ์มากขึ้น ถ้าเกิดโรคระบาดขึ้นอีกในอนาคต เราก็จะสามารถผลิตวัคซีนที่มีประสิทธิภาพได้ดี รวดเร็วและมีปริมาณมากขึ้น หากเราสามารถนำเข้าควบคู่ไปกับการผลิตเองด้วย คนไทยก็จะเข้าถึงยาหรือวัคซีนที่มีประสิทธิภาพได้มากขึ้น คิดว่าระบบที่สร้างขึ้นนี้ จะช่วยสร้างความมั่นคงทางสุขภาพในประเทศเราและประเทศในภูมิภาคของเราให้ดีขึ้นได้ต่อไป

 

เมื่อถามว่าบริษัท ใบยาฯ มีความฝันว่าจะพัฒนาไปให้เทียบเท่ากับบริษัทยักษ์ใหญ่ อย่างไฟเซอร์ หรือบริษัทยาชั้นนำอื่นๆ หรือไม่ ดร.สุธีรา กล่าวว่า ทุกครั้งที่ทำงานมีการตั้งเป้าหมายที่สูงไว้เพื่อไปให้ถึง อย่างน้อยก็ได้เริ่มทำโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เห็นว่าคนไทยทำได้ และประเทศไทยยังมีความหวัง เหมือนโครงสร้างของคนรุ่นก่อนที่ทำมาเพื่อเป็นพื้นฐานที่ดีให้กับเราในปัจจุบัน ถ้าเราสร้างพื้นฐานที่ดีขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง ก็จะทำให้ลูกหลานของเราในรุ่นต่อไปพัฒนาสร้างความมั่นคงให้กับประเทศไปได้ไกลกว่านี้

 

ดร.กิติพงค์ ได้กล่าวปิดท้ายถึงการทำงานของ สอวช. ที่ได้มีส่วนในการอำนวยความสะดวก สร้างให้เกิดระบบนิเวศที่ดีในการดำเนินการเหล่านี้ โดยเฉพาะการผลักดันแก้ไขกฎระเบียบต่างๆ เช่น แนวทางส่งเสริมการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน การส่งเสริมการจัดตั้ง Holiding Company ในมหาวิทยาลัย รวมถึงกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. …. นอกจากนี้ ยังร่วมกันกับ Innovation Club ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยขับเคลื่อนเรื่องสตาร์ทอัพ หาแนวทางแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สามารถทำงานและระดมทุนได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ซึ่งการพูดคุยในครั้งนี้ สอวช. จะเก็บรวบรวมข้อมูลที่ได้ เพื่อมองหาโอกาสสำหรับประเทศไทย ในการต่อยอดในเชิงนโยบาย เพื่อสร้างให้เกิดโอกาสกับคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะในสายวิทยาศาสตร์ ให้มีเส้นทางเดินต่อในสายอาชีพในอนาคต