นพ.วรตม์ เปิดเผยอีกว่า ถ้าคดีนี้ขึ้นสู่ศาลเพื่อพิจารณาประเด็นอาการป่วยไบโพลาร์นั้น ก็ขึ้นอยู่กับทางผู้ที่เกี่ยวข้องว่า เขาจะยื่นไหมซึ่งก็เป็นสิทธิ์ที่ทำได้ ทุกคนมีสิทธิ์ตรงนี้อยู่แล้ว เพียงแต่ต้องพิจารณาไปยังแพทย์ผู้รักษา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงรูปการณ์ต่างๆ ซึ่งศาลเขาก็มีกระบวนการของเขาอยู่แล้ว
แต่ต้องบอกพี่น้องประชาชนอย่างหนึ่งที่มีความเชื่อซึ่งเป็นความเชื่อที่มันฝังอยู่ในสังคมมานานว่า คนที่ป่วยด้านจิตแพทย์จิต เป็นโรคจิตเวชอันนี้ไม่ต้องรับโทษนั้น ไม่ใช่นะครับ การรับโทษยังรับปกติเพียง
แต่ว่ากระบวนการมารับโทษหรือลดหย่อนโทษนี่ ก็จะมีการพิจารณาขึ้นอยู่กับศาล ซึ่งในพฤติการณ์ก่อเหตุของ อดีต ผกก.โจ้
ตามคลิปจากกล้องวงจรปิดที่มีการบันทึกภาพไว้ได้นั้นเข้าข่ายไบโพลาร์ไหมนั้น ก็ต้องมีช่วงอารมณ์ที่เป็นภาวะที่อาจจะเป็นโรคซึมเศร้าอยู่ช่วงนึงก่อนหน้านี้ ซึ่งแน่นอนคลิปตัดเค้าเรียกว่าภาพตัดขวางคือหมายถึงว่าแค่จังหวะนี้ ปัจจุบันนี้ ไม่สามารถบอกได้เลยว่าอาการก่อนหน้านี้เค้าเคยมีช่วงที่เป็นโรคซึมเศร้า หรือว่าช่วงที่เป็นอาการที่เค้าเรียกว่ามันเนี้ย คืออาจจะมีความพูดมาก ใช้เงินมาก อาการอารมณ์รุนแรง ซึ่งตรงนี้สิ่งที่เราเห็นทุกคนเห็นคงคล้ายๆ กันก็คือมีการใช้ความรุนแรงเกิดขึ้นอาจจะมีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นแค่หนึ่งในหลายๆ อาการของโรคไบโพลาร์ เพราะงั้นเราไม่วามารถบอกได้เลยว่านี่เป็นอาการของโรคไบโพลาร์ หรืออาจจะไม่ใช่อาการทางจิตเวชใดๆ เลย สุดท้ายคนที่จะพิจารณาตรงนี้ว่ามีสติสัมปชัญญะในการทำหรือเปล่า มีการวางแผนเตรียมการไหม ตรงนี้ต้องเป็นกระบวนการยุติธรรมที่เป็นคนตัดสิน