พิจารณาจากข้อมูลจากสำนักงานประสานงานกิจการด้านสิทธิมนุษยชน (โอซีเอชเอ) ในรายงานระบุว่า หากวิเคราะห์ในช่วงเฉพาะเดือนกรกฎาคมแค่เพียงเดือนเดียว จำนวนผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ (ไอดีพี) ของอัฟกานิสถานเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้านี้ ที่จำนวนมีผู้พลัดถิ่นจำนวนมากถึง 206,967 คน
รายงานยังระบุอีกว่า ขณะนี้ มีผู้พลัดถิ่นมีจำนวนกว่า 570,000 คน และเกือบ 80% เป็นผู้หญิงกับเด็ก ขณะที่ชาวอัฟกันหนีออกนอกประเทศหลายหมื่นคนเพราะกลัวเหตุความรุนแรง ในจำนวนนี้ มีอย่างน้อย 113,500 คนที่ออกนอกประเทศผ่านความช่วยเหลือของสหรัฐฯ และพันธมิตรตะวันตกช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา
ขณะที่ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็นเอชซีอาร์ คาดการณ์ว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ จะมีชาวอัฟกันหนีออกนอกประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะในระยะ 4 เดือนข้างหน้าที่คาดว่าจะมีชาวอัฟกันหนีออกนอกประเทศจำนวน 500,000 คนเพราะสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมือง
ด้านโครงการอาหารโลก (ดับเบิลยูเอฟพี) ระบุว่า 1 ใน 3 ของประชากรอัฟกันที่มีอยู่ประมาณ 38 ล้านคนกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาความไม่มั่นคงด้านอาหาร รวมถึงเด็กจำนวน2ล้านคนที่ประสบปัญหาทุพโภชนาการอยู่แล้ว
อัฟกานิสถานประสบปัญหาขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง ตั้งแต่ก่อนหน้าที่กองกำลังตาลีบันจะเข้ายึดกรุงคาบูลเมื่อสองสัปดาห์ก่อน โดย 40% ของพืชเกษตรเสียหายและปศุสัตว์ล้มตายจากปัญหาภัยแล้ง
“เดวิด บีสต์ลีย์” ผู้อำนวยการบริหารดับเบิลยูเอฟพี กล่าวว่า
“อาหารของหน่วยงานของยูเอ็นที่ให้ความช่วยเหลือด้านอาหารในอัฟกานิสถานจะเริ่มหมดในเดือน ก.ย. และขณะนี้ยังไม่มีกองทุนใดๆ เข้ามาช่วยสนับสนุน
อย่างไรก็ตาม อัฟกานิสถานตกอยู่ภายใต้ภาวะสงคราม หรือการสู้รบมาตลอด 4 ทศวรรษ ก่อนที่โรคโควิด-19 จะระบาด ประชาชนอย่างน้อย 54.5% ดำเนินชีวิตอยู่ใต้เส้นความยากจนและทุกวันนี้คาดว่าตัวเลขนี้อาจเพิ่มขึ้นสูงถึง 72%