เสร็จสิ้นไปเรียบร้อยกับการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ก่อนที่ประชุมส่วนใหญ่ เห็นชอบตามกรรมาธิการเสียงข้างมาก ด้วยคะแนน 440 เสียง ไม่เห็นด้วย 5 เสียง งดออกเสียง 132 เสียง ไม่ลงคะแนน 3 เสียง

โดยใจความสำคัญในการผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ คือ กลับไปใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ พร้อมกำหนดให้มี ส.ส. จำนวน 500 คน แบ่งเป็น ส.ส.เขต 400 คน และส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน ซึ่งหลังจากผ่านวาระ 2  แล้ว ต้องทิ้งระยะเวลา 15 วัน ก่อนลงมติในวาระ 3 ซึ่งนับตามปฏิทิน จะลงมติวาระ 3 ได้ ในวันที่ 9 ก.ย.นี้

 

แต่ประเด็นที่ต้องติดตามสัปดาห์หน้า คือ ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล รวม 6 คน ซึ่งได้วันเวลาลงตัวเป็นที่เรียบร้อย โดยกำหนดรวมทั้งสิ้น 58  ชั่วโมง 30 นาที แบ่งเป็นของพรรคร่วมฝ่ายค้าน 40 ชั่วโมง ขณะที่ในส่วนของฝ่ายรัฐบาลและคณะรัฐมนตรี ได้เวลาไป 18 ชั่วโมง 30 นาที

 

จับตา! ศึก “ใน-นอก” สภาฯ รุมสกรัมรัฐบาล

 

ซึ่งจะเริ่มศึกซักฟอกได้ วันที่  31 ส.ค. ถึงวันที่ 2 ก.ย. ตั้งแต่เวลา 09.00-00.30 น. ส่วนวันที่ 3 ก.ย. จะเริ่มเวลา 09.00-21.00 น. และลงมติในวันที่ 4 ก.ย. ในเวลา 10.00 น.

ขณะที่ นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ประธานวิปรัฐบาล ฝากถึงพรรคฝ่ายค้าน ขอเน้นไฮไลท์ช่วง 2 วันแรก เนื่องจากมีภารกิจสำคัญต่อคิวอยู่ คือ ลงมติวาระ 3 แก้ไขรัฐธรรมนูญ และต้องการให้จบทันสมัยประชุมนี้

 

จับตา! ศึก “ใน-นอก” สภาฯ รุมสกรัมรัฐบาล

 

ส่วนพรรคแกนนำฝ่ายค้านอย่างเพื่อไทย โดย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา และเลขาธิการพรรค ออกมาย้ำว่า การอภิปรายรอบนี้ จะส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในรัฐบาล โดยเฉพาะเป้าประเด็นสำคัญ คือ การแก้ไขปัญหาสถานการณ์โควิด-19 ที่กำลังระบาด

 

จับตา! ศึก “ใน-นอก” สภาฯ รุมสกรัมรัฐบาล

นอกจากนี้ ยังมีการสอดรับจากฝากฝั่งมวลชน ซึ่งนำโดย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. รวมถึง นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด ร่วมแถลงข่าวเมื่อวันที่ 26 ส.ค. เตรียมนัดทำกิจกรรม “คาร์ม็อบ” ในวันที่ 29 ส.ค. ภายใต้ชื่อ 29 สิงหา CAR MOB CALL OUT ขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทั่วประเทศ

 

จับตา! ศึก “ใน-นอก” สภาฯ รุมสกรัมรัฐบาล

 

โดยจะเป็นการจัดกิจกรรมทิ้งท้ายครั้งใหญ่ เพื่อให้สอดรับกับช่วงการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ระหว่างวันที่ 31- ส.ค. ถึง 2 ก.ย. นี้ ก่อนยกระดับชุมนุมใหญ่

 

ทั้งหมดทั้งมวล คือ ภาพรวมที่บรรดาคอการเมือง ต้องติดตามชนิดตาห้ามกระพริบ ว่าท้ายที่สุดแล้วศึกครั้งนี้ของรัฐบาล ที่ถูกรุมเร้าทั้งจากในและนอกสภา จะสามารถสั่นคลอนเสถียรภาพจนสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือไม่