ตำรวจชุดสืบสวนรายนี้ ยังบอกอีกว่า สิ่งที่ทำให้เห็นได้ชัดเจนจนรู้ว่าเป็นการ "วางงาน" (เขาย้ำว่า ตำรวจชุดสืบสวนรู้กันดีว่าโดนวางงาน) ก็คือ การเผยแพร่ภาพจากกล้องวงจรปิด ซึ่งเป็นกล้องของโรงพักที่ติดตั้งไว้อยู่แล้ว ซึ่งสิ่งที่น่าสงสัยก็คือ เรื่องเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม แต่ทำไมผ่านไปเกือบ 20 วัน จึงค่อยมีการเผยแพร่คลิป ซึ่งปกติการจะดูภาพจากกล้องวงจรปิดในโรงพัก จะต้องเป็นเจ้าหน้าที่ที่รู้รหัสเฉพาะเท่านั้น ถึงจะทำการเปิดดูภาพได้ ที่สำคัญก็คือ ในวันที่เกิดเรื่องขึ้น ได้มีคนสั่งให้ลบภาพออกไปแล้ว แต่อาจจะมีความเป็นไปได้ว่า มีคนไปกู้คลิปวิดีโอนี้ขึ้นมา เพื่อเล่นงานผู้กำกับโจ้ และได้มีการส่งต่อคลิปวิดีโอนี้ไปยังทนายชื่อดัง ซึ่งได้เผยแพร่ภาพนี้ออกมาในภายหลัง
ส่วนกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงการทารุณกรรมผู้ต้องหานั้น ตนเองในฐานะตำรวจชุดสืบสวน มองว่า การกระทำลักษณะนี้มีมาตั้งแต่ในอดีตและมีมานานแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่การกระทำแบบนี้ เป็นคนที่ต้องการเค้นเอาเบาะแสเพื่อขยายผลจับกุม โดยต้องการจับผู้ต้องหาคดีใหญ่ เพื่อสร้างผลงานให้กับตัวเองมากกว่า และขอถามย้อนกลับไปถึงตำรวจหรืออดีตนายตำรวจทั้งหลายว่า "พวกคุณเองก็เคยทำแบบนี้เหมือนกันไม่ใช่หรือ" เพราะมันเป็นวิธีที่สืบทอดกันมาอยู่แล้ว ฉะนั้น เมื่อตัวของผู้กำกับโจ้พลาดท่าทำผู้ต้องหาเสียชีวิต ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะโดนคู่ขัดแย้งเล่นเกมกลับคืน และตนเชื่อว่า คนที่ร้องเรียนเรื่องนี้มาไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ในชุดจับกุมเดียวกับผู้กำกับโจ้ แต่อาจจะเป็นตำรวจคนอื่นในโรงพักที่เป็นลูกน้องของ "อดีตเจ้าของที่เดิม"
นายตำรวจสืบสวนรายนี้ ทิ้งท้ายอีกว่า ในวงการตำรวจยิ่งเป็นชุดสืบสวน เจ้าหน้าที่ระดับประทวน ถือว่าเป็นบุคลากรที่มีความรู้และประสบการณ์ในการปฏิบัติหน้าที่มากกว่านักเรียนนายร้อยจบใหม่ หรือผู้กำกับรูปหล่อพ่อรวย ฉะนั้น การท้าทายลองภูมิ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเกิดขึ้น คล้ายกับการรับน้องใหม่ในโรงพัก