ข้อสงสัยหลายเรื่องถึงพฤติกรรมของ ผกก.โจ้ ทั้งการทำร้ายผู้ต้องหาจนเสียชีวิต พฤติกรรมทารุณกรรมที่กระทำกับผู้ต้องหา จนคล้ายเป็น "มรดกปีศาจ" ที่ส่งต่อแบบรุ่นต่อรุ่น รวมถึงชีวิตส่วนตัวที่นิยมคบหากับคนดัง รวมถึงการซุกเงินนับร้อยล้านกับนอมินี เรามีคำตอบให้ดูกัน

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

จับเข่าคุยกับอดีตรองผู้กำกับการตำรวจสันติบาล คุณสันธนะ ประยูรรัตน์ ซึ่งในสมัยที่คุณสันธนะ รับราชการตำรวจ ก็เคยผ่านงานด้านสืบสวนสอบสวนในยุคที่เรียกกันว่า “ยุคมือปราบ” แถมยังเป็นคนในแวดวงตำรวจที่มีข้อมูลความเคลื่อนไหวของตำรวจที่รับงานสีเทาหลายๆคน 

 

คุณสันธนะ บอกว่า การกระทำของตำรวจชุดสืบสวนที่เกิดขึ้น ถือว่าไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร เพราะเป็นสิ่งที่ตำรวจรู้กันดีอยู่แล้ว และตนมองว่าไม่น่าจะทำกับผู้ต้องหารายนี้เป็นรายแรก แต่สิ่งที่เกิดความผิดพลาด น่าจะมาจากการขาดประสบการณ์ จึงพลั้งมือทำรุนแรงจนผู้ต้องหาเสียชีวิต 

 

วิธีการลงมือซ้อมผู้ต้องหา มักจะกระทำก็ต่อเมื่อต้องการเค้นเอาข้อมูล แต่ไม่ได้ประสงค์ถึงชีวิต และสิ่งที่ตำรวจชุดนี้ผิดพลาดไป ก็คือ ปกติการกระทำแบบนี้ จะต้องไปทำใน "เซฟเฮ้าส์" เท่านั้น เพราะเป็นสถานที่ที่ปลอดภัย ไม่มีใครทราบรู้ ที่สำคัญต้องไม่ใช่ในสถานีตำรวจที่มีกล้องวงจรปิด 


"ภาพที่ปรากฏจากคลิปที่ออกมานี่ คุณจะฆ่าเขานะ คุณไม่ได้เค้นถ้าคุณจะเค้นวิธีการคือ คนเอาถุง 2 ใบคลุม นัดเขาแล้วยังจะมีถุงดำอีก 1 ใบ ไม่ทราบว่าเขาเคยทำงานแบบนี้มาก่อนไหม เพราะแน่นอนนี่มันคือฆ่าเขานะ เขามีสิทธิ์ที่จะถึงแก่ชีวิตได้เขาขาดอากาศหายใจได้ และการที่คุณคลุมหัวเขาไปถึงขนาดนี้คุณต้องดูด้วยนะ การหายใจของเขา ถ้าคุณไม่ประสงค์ถึงชีวิตเขาจริงๆ แต่เชื่อว่าเรื่องนี้คนที่ทำเนื่องจาก เขาก็อาจได้ยินได้ฟังมาการทำงานในยุครุ่นของผม แต่ไม่มีประสบการณ์จริงได้รับฟังมา อันนั้นมันในตำราหรือในทฤษฎีที่อาจจะมีการสอน แต่เมื่อปฏิบัติจริงแล้วมันต้องหลายอย่าง ที่คุณจะต้องสังเกต มันก็เลยเกิดเหตุที่ทำให้ถึงแก่ชีวิต"

คุณสันธนะ ยังบอกอีกว่า มีการกระทำแบบนี้ในเกือบทุกที่ในประเทศไทย แต่เป็นในลักษณะเค้นเอาข้อมูล ไม่ใช่ทำเพื่อเรียกรับผลประโยชน์ ส่วนการทารุณเพื่อเอาข้อมูลหรือเรียกรับผลประโยชน์ ในอดีตมีการกระทำถึงขั้น "อุ้มหาย" แต่ในยุคหลังๆที่การ "อุ้มหาย" ลดลงไป เนื่องจากตำรวจเด็กๆ แต่ละคนมือไม่ถึง และไม่เคยทำมาก่อน ซึ่งการอุ้มหายหรือวิสามัญฆาตกรรม ไม่ใช่อะไรที่ทำกันได้ง่ายๆ 


ขณะที่ เส้นทางเดินบนสังเวียนสีกากีของ ผกก.โจ้ คุณสันธนะ บอกว่า พฤติกรรมการคบหาแฟนสาวที่จะเน้นไปที่คนมีชื่อเสียง หรือลูกหลานไฮโซ เนื่องจากว่า เป็นการสร้างโปร์ไฟล์ให้กับตัวเอง ยิ่งคุณเป็นตำรวจที่มียศหรือตำแหน่งบวกเข้ากับการมีแฟนสาวที่มีหน้ามีตามีตาหรือมีชื่อเสียงในสังคม จะยิ่งทำให้เข้าถึงผู้ใหญ่บางคนได้ง่ายขึ้น เพื่อต่อยอดธุรกิจ หรือไต่เต้าในหน้าที่การงานได้ง่ายขึ้น


"เดี๋ยวนี้ทางสังคมโดยเฉพาะในเรื่องของโซเชียล มันเป็นองค์รวม คือมันจะต้องประกอบด้วยทั้งหมด คุณรับราชการมียศมีตำแหน่ง คุณก็เท่อยู่แล้วระดับหนึ่ง แต่การที่คุณจะเข้าไปอยู่ในแวดวงอะไรเป็นเหมือนการพรีเซนต์ตัวคุณ เพื่อทำให้คนเข้าไปถึงผู้ใหญ่บางคนที่คุณอาจจะเข้าไม่ถึง อยากรู้สถานภาพทางสังคม ทำให้ผู้ใหญ่มองเห็นว่าคุณเป็นคนพอมีฐานะ ผู้ใหญ่ในองค์กรคุณเดี๋ยวนี้ คุณไปหาคุณไปมือเปล่าๆได้ไหม คนก็ต้องมีการแสดงน้ำใจหอบหิ้วอะไรไป ด้วยสภาพทางสังคมที่คุณอยู่กับคนอื่นผู้ใหญ่ก็ต้องให้คุณพบเพราะเขาอยากรู้จักกับคุณแน่นอน"

ขณะที่ประเด็นข้อสงสัยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม แต่ทำไมถึงมีการปล่อยให้เวลาล่วงเลยมาถึง 2 สัปดาห์ อาจจะมีการช่วยเหลือกันหรือไม่ หรือเป็นการประวิงเวลาให้หลบหนี หรือที่เรียกว่า "ปล่อยม้าวิ่ง"

 

คุณสันธนะ บอกว่า เรื่องการปล่อยม้าวิ่งนั้น ตนสังเกตว่า มีอะไรหลายอย่างที่ผิดปกติ และมีความเป็นไปได้ว่า อาจจมีการประวิงเวลาเพื่อให้ตัวคนก่อเหตุไปทำการ "เคลียร์" และยัดเงินให้กับญาติของผู้เสียชีวิต ซึ่งผู้บังคับบัญชาที่สูงกว่าผู้กำกับโจ้ ก็ต้องรู้ว่า มีคนตายในโรงพัก น่าจะรู้อยู่แล้วว่า ไม่ใช่อยู่ๆจะเป็นลมเสียชีวิต ซึ่งคาดว่า จะมีการจัดการและเปลี่ยนแปลงแก้ไข เพื่อให้เรื่องผ่านไป 

 

ส่วนเรื่องของผลประโยชน์ แน่นอนว่า ปกติก็ไม่มีใครช่วยกันแบบปากเปล่าอยู่แล้ว ส่วนคำสั่งของผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 ที่สั่งย้ายให้ออกจากพื้นที่ไปก่อน ตนดูออกว่า มีพิรุธในการสั่งย้าย เนื่องจากตัวผู้ก่อเหตุมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับผู้ออกคำสั่งย้าย 

 

"มันพิรุธไหมในเมื่อทุกคนก็ทราบว่า ตัวผู้ก่อเหตุมีความใกล้ชิดผู้บังคับบัญชาระดับผู้ที่ออกคำสั่งคนนี้เลย แล้วมันเป็นการช่วยเหลือไหมเขาก็ต้องมอง เขาคุยกันได้ทุกเรื่องและเรื่องแบบนี้ก็คงมีการปรึกษากันเรียบร้อยแล้ว แน่นอนเหตุที่เขากล้าออกคำสั่งแบบนี้ในเมื่อโจทย์อ่อน คือทางครอบครัวผู้เสียชีวิต ก็อย่างที่ออกมาให้สัมภาษณ์ คืออย่างแรกนะถ้ามีเรื่องแบบนี้คุณต้องเคลียร์ผู้เสียหายก่อน ถ้าคุณคุยผู้เสียหายไม่จบแน่นอนมันทำได้ไหม เขามั่นใจในเมื่อเขามั่นใจว่าคุยผู้เสียหายจบ เพราะฉะนั้นในเรื่องของขบวนการทางราชการก็ง่ายแล้ว มันก็เป็นรูปแบบและเป็นแพทเทิร์นเดิมๆ แบบนี้ในหลายๆคดี"

 

ส่วนข้อสงสัยถึงสาเหตุการเสียชีวิตที่แพทย์ระบุว่า เกิดจากการเสพยาเกินขนาด จะมีการล็อบบี้ให้แพทย์ลงบันทึกสาเหตุการเสียชีวิตหรือไม่ ตนมองว่า การทำงานกันในลักษณะที่เป็นการร่วมมือขององค์กร เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ข้อมูลกับแพทย์ว่า เสียชีวิตจากการเสพยาเกินขนาด และประกอบกับผู้ต้องหาเป็นผู้ค้ายาเสพติด จึงทำให้แพทย์เชื่อได้ง่าย เพราะเจ้าหน้าที่คงไม่ระบุลงไปว่า ใช้ถุงคลุมหัวจนทำให้เสียชีวิต เช่นเดียวกับคดีอื่นๆในอดีตที่อาจจะมีการกระทำในลักษณะนี้เหมือนกัน

 

ส่วนอีกหนึ่งประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก ก็คือ กรณีที่ดาราสาวชื่อดังออกมาเปิดเผยข้อความสนทนาที่เกี่ยวโยงไปถึงประเด็นที่มีการซุกเงินจำนวนกว่า 230 ล้านบาทไว้ที่นอมินีนั้น คุณสันธนะ บอกว่า เป็นเรื่องที่ไม่แปลก เนื่องจากธุรกิจที่ทำอาจจะเป็นเรื่องลำบาก หรืออาจจะเป็นเรื่องที่สามารถตรวจสอบได้ ฉะนั้น หากใช้ชื่อตัวเอง ถือเงินเป็นจำนวนมาก ก็อาจถูกตรวจสอบได้ ซึ่งจะต้องใช้นอมินี มาถือเงินให้แทน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในวิธีที่คนทำธุรกิจรถหรู มักจะใช้กัน เพื่อพลิกแพลงในการทำเรื่องอื่นๆต่อไป


หลังจบการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกกับคุณสันธนะ ทีมข่าวได้พยายามโทรศัพท์ติดต่อไปยังเบอร์ของผู้กำกับโจ้ แต่ปรากฎว่า ตอนนี้ไม่สามารถติดต่อผู้กำกับโจ้ที่เบอร์นี้ได้แล้ว 

logo-pwa

เพิ่ม NationTV

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด