จากการประกาศล็อกดาวน์ 29 จังหวัดพื้นที่สีแดงเข้ม ส่งผลต่อภาคธุรกิจและชีวิตของประชาชนอย่างมาก ล่าสุดสมาคมภัตตาคารไทย และอีก 8 สมาคม ยื่นข้อเสนอผ่อนคลายมาตรการสำหรับร้านอาหารและเครื่องดื่มนั่งรับประทานที่ร้านได้

ล่าสุดสมาคมภัตตาคารไทย และอีก 8 สมาคม ได้เข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อยื่นข้อเสนอผ่อนคลายมาตรการสำหรับร้านอาหารและเครื่องดื่มนั่งรับประทานที่ร้านได้ 

รวมถึงร้านอาหารในศูนย์การค้าและคอมมูนิตี้มอลผู้ประกอบการเสนอแผนระยะแรกเริ่มวันที่ 1 ก.ย.นี้เปิดธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มนั่งรับประทานที่ร้านได้ 50% ระยะที่สอง 15 ก.ย. 75% และระยะที่สาม 30 ก.ย. นั่งได้ 100%

ด้านผู้ประกอบการร้านอาหารบอกว่าในมุมมองของคนขายอยากให้นั่งรับประทานในร้านได้ แต่ภาครัฐต้องมีมาตรการป้องกันโดยต้องเร่งฉีดวัคซีนให้ประชาชนให้ได้มากและเร็วที่สุดโดยทางร้านได้เตรียมพร้อมมาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ก่อนและหลังสัมผัสอาหาร เข้มงวดในการจัดเก็บอาหาร และอุปกรณ์ทำอาหารให้ถูกสุขอนามัย พร้อมเข้มงวดการเว้นระยะห่าง มีจุดบริการเจลล้างมือ และจุดตรวจวัดอุณหภูมิก่อนเข้าใช้บริการภายในร้าน 
 

ขณะที่ประชาชนบอกว่าปกติจะซื้อกลับบ้านเป็นส่วนใหญ่ แต่ถ้าเปิดให้นั่งก็น่าจะมีคนมานั่งกินบ้างเพราะสะดวกกว่าซื้อกลับ แต่มองว่าถ้าเป็นร้านห้องแอร์ก็ยังไม่กล้าเข้าไปนั่งกิน เพราะยังไม่มั่นใจในความปลอดภัย นอกจากนี้ขั้นตอนที่ต้องแสดงผลตรวจหรือแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีนก่อนเข้าไปนั่งกินมองว่าเป็นสิ่งที่ยุ่งยากสำหรับประชาชน และอาจปฏิบัติไม่ได้อย่างเคร่งครัดจริงจัง

สำหรับแนวทางปฏิบัติของกรมควบคุมโรคและกรมอนามัยที่ผู้ประกอบการจะต้องดำเนินการเพื่อความปลอดภัย 3 ส่วน คือ

ประชาชนขานรับ คลายล็อกดาวน์ ร้านอาหาร

 

1.การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ไม่เสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อ เช่น เว้นระยะห่าง ไม่แออัด อากาศถ่ายเทได้ดี

2.พนักงานต้องปลอดโรคโดยการได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม หรือหากไม่ได้หรือยังได้ไม่ครบ 2 เข็ม ต้องตรวจคัดกรองด้วยชุดตรวจ ATK ทุก 3-7 วัน และปฏิบัติตามมาตรการป้องกันตนเองในการให้บริการลูกค้า

3.ลูกค้าต้องปลอดโรค โดยต้องแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีน ผู้ที่เคยติดเชื้อต้องหายแล้ว 1 เดือน แต่ไม่เกิน 3 เดือน มีผลตรวจ ATK รับรองว่าไม่ติดเชื้อ หรือมีการตรวจก่อนเข้าใช้บริการ

โดยสมาคมภัตตาคารไทยและตัวแทนร้านอาหาร ยินดีให้ความร่วมมือ และส่วนหนึ่งได้ดำเนินการเข้มในมาตรการป้องกันโควิดเป็นอย่างดี ทั้งภายในร้านอาหาร พนักงาน คนปรุงอาหาร และตามมาตรการที่ทางภาครัฐกำหนด เพื่อให้สามารถเปิดบริการได้อย่างยั่งยืนและผู้รับบริการมีความปลอดภัย

โดยระยะแรกจะเน้นในร้านอาหารที่เป็นห้องปรับอากาศและห้างสรรพสินค้า ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อได้ง่าย และจะนำรายละเอียดหลักการเสนอต่อที่ประชุม ศบค. ในวันศุกร์ที่ 27 ส.ค.นี้