"สันธนะ" พาผู้ต้องหาคดีอุ้มเรียกค่าไถ่ชาวต่างชาติ เข้าพบตร.ทองหล่อ ชี้แจงรายละเอียดยิบตั้งแต่วันเกิดเหตุ แจงไม่เกี่ยวข้องคดีอุ้มเรียกค่าไถ่ เป็นเพียงคนให้คำปรึกษา หอบหลักฐานคลิปเสียงคนดำเนินการ เตรียมเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐ-ผู้เกี่ยวข้องคดีก่อนวันที่ 30 ก.ย.นี้

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

24 สิงหาคม 2564  นายสันธนะ​ ประยู​รรัตน์​ อดีตข้าราชการตำรวจ พานายสมจิตต์ รัตนโชติพาณิชย์ (ผู้ต้องหาคนที่7) ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา​กรุงเทพ​ใต้​ ที่ จ.368/2564 ลงวันที่ 2 ส.ค. 64 ในข้อหาข่มขืนใจ และร่วมกันเป็นอั้งยี่ ซ่องโจร มาพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ทองหล่อ

 

นายสันธนะ​ เปิดเผยว่า สำหรับกรณีที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 64 เวลาประมาณ 15.00 น. ในวันเกิดเหตุ ผู้ต้องหาที่1 นายลูอีส และผู้ต้องหาที่2 นายเจอร์มี่ และนายไมค์ ได้ชักชวนนายวินเซนต์(ผู้เสียหาย) ไปรับประทานอาหารในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ภายในซอยสุขุมวิท36 เพื่อทวงเงินที่เคยร่วมลงกับนายวินเซนไปก่อนหน้านี้จำนวน 3 ล้านดอลสหรัฐ โดยออกอุบายกับนายวินเซนว่ามีนักธุรกิจต้อการเจรจาร่วมลงทุนถุงมือยาง.  เมื่อผู้เสียหายมาถึงร้านและรู้ความจริงว่าไม่ได้จะเจรจาเรื่องธุรกิจ ทำให้ผู้เสีหายรีบปฏิเสธว่าไม่รู้เห็นเกี่ยวกับจำนวนเงินดังกล่าว

"สันธนะ"พาผู้ต้องหาคดีอุ้มเรียกค่าไถ่ชาวต่างชาติเข้าพบตร.

 

ทำให้ทางผู้ต้องหาที่1 และผู้ต้องหาที่2 จึงเกิดความไม่พอใจ และลงมือทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย และพาขึ้นรถเพื่อออกไปเจรจากันที่ร้านอาหารอีกแห่ง ทำให้เกิดภาพในลักษณะของการอุ้มเรียกค่าไถ่. ที่ปรากฎในกล้องวงจรปิดของร้าน. ขณะที่ผู้ต้องหาที่ 1 .และผู้ต้องหาที่2 และนายไมค์ กำลังพานายวินเซนไปที่ร้านอาหารอีก ภายในซอยสุขุมวิท24 ก็ได้มีการเจรจาและตกลงคืนเงินกันได้สำเร็จ

 

นายสันธนะ  บอกอีกว่า จากเหตุการณ์นั้นทำให้นายไมค์ ซึ่งรู้จักตนโทรมาปรึกษาเรื่องดังกล่าวว่ามีการเจรจาขอคืนเงินจากนักธุรกิจ. การเจรจาสำเร็จแต่มีการลงไม้ลงมือเล็กน้อย ควรจะทำอย่างไรดี ตอนนั้นตนอยู่ที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี กำลังเดินทางกลับ กทม. จึงได้แนะนำว่าให้ไปลงบันทึกประจำวันที่ สน.ทองหล่อไว้เป็นหลักฐาน ตนจะไปเป็นตัวกลางให้ จึงได้สอบถามจนทราบว่ามีจะไปรับประทานอาหารที่ร้านแห่งหนึ่ง จึงนัดหมายว่าตนจะไปที่ร้านดังกล่าว

"สันธนะ"พาผู้ต้องหาคดีอุ้มเรียกค่าไถ่ชาวต่างชาติเข้าพบตร.

 

เมื่อไปถึงร้านตนก็ได้ให้คนสนิทเข้าไปแจ้งนายไมค์โดยที่ตนไม่ได้ลงจากรถ จากนั้นได้เดินทางมา สน.ทองหล่อ. โดยให้นายวินเซนขึ้นรถของผู้ติดตาม เพื่อให้นายวินเซนรู้สึกปลอดภัยกว่าไปกับกลุ่มผู้ต้องหา. ซึ่งขณะที่ขึ้นรถนายวินเซนก็เดินขึ้นมาบนรถเอง ไม่ได้มีการบังคับแต่อย่างใด. เมื่อมาถึง สน.ก็ทำการลงบันทึกประจำวันตามปกติ โดยมีพนักงานสอบสวนสอบปากคำ. และนายวินเซน ก็เป็นผู้ให้ปากคำ

 

 แต่ในสำนวนที่ออกหมายจับกลับกล่าวหาว่ามีส่วนรู้เห็นเป็นผู้สั่งการ โดยนำภาพกล้องวงจรปิดที่ หน้า สน.ทองหล่อไปเป็นหลักฐานออกหมายจับตน โดยอ้างว่าผมอุ้มนายวินเซนเข้าไปพูดคุยใน สน.ทองหล่อ ถามว่าในความเป็นจริงมันเป็นไปได้ไหมที่จะอุ้มคน คนหนึ่งเข้า สน. โดยที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใน สน.ไม่ดำเนินการอะไร

 

นายสันธนะ บอกอีกว่านอกจากนี้ในสำนวนยังบอกว่าเห็นตนที่ร้านอาหาร ก่อนที่จะมา สน.ทองหล่อ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เพราะตนไม่ได้ลงจากรถเลย และฟิล์มกระจกรถก็มืดมากไม่มีทางที่จะมองเห็นตนอย่างแน่นอน ส่วนนายสมจิน ผู้ต้องหาที่เข้ามอบตัว. ในวันเกิดเหตุนายสมจินเพียงแค่เปิดประตูรถให้นายวินเซนขึ้นไปนั่งก่อนพาตัวมาที่ สน. ไม่ได้มีการข่มขู่ หรืออุ้มขึ้นรถตามที่ถูกกล่าวอ้าง

ผมเชื่อว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง มีการทำเป็นขบวนการ ผมมีหลักฐานเป็นคลิปเสียงของจำนวน2คลิป ซึ่งในคลิปเสียงมีบุคคล คนหนึ่งที่อ้างชื่อว่าเป็นนายศิริชัย(สงวนนามสกุล)  ซึ่งเป็นบุคคลที่ได้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหายให้ดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว. โดยนายศิริชัยได้พูดคุยกับผู้ต้องหาในคดีว่ามีการสั่งการให้ดำเนินคดีกับนายสันธนะ​ นอกจากนี้นายศิริชัยยังพูดโอ้อวดว่าเป็นผู้ที่จัดการ และดำเนินคดีกับนายสันธนะได้สำเร็จ”นายสันธนะ ระบุ

 

หลังจากนี้ก่อน30 กันยายนนี้ จะดำเนินการฟ้องร้องเจ้าหน้าที่รัฐ ที่เกี่ยวข้องกับคดีทั้งหมด ตั้งแต่ระดับสน.ถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นอกจากนี้ยังทราบมาว่าคนสนิทของนายศิริชัย ที่ชื่อแครอล ได้โทรศัพท์ไปหาผู้ต้องหาต่างชาติในคดี เพื่อเรียกเงินจำนวน6ล้านบาท แลกกับการไม่สั่งฟ้องคดี ซึ่งตนกำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อที่จะดำเนินคดีต่อไป

"สันธนะ"พาผู้ต้องหาคดีอุ้มเรียกค่าไถ่ชาวต่างชาติเข้าพบตร.