เมื่อไปถึงร้านตนก็ได้ให้คนสนิทเข้าไปแจ้งนายไมค์โดยที่ตนไม่ได้ลงจากรถ จากนั้นได้เดินทางมา สน.ทองหล่อ. โดยให้นายวินเซนขึ้นรถของผู้ติดตาม เพื่อให้นายวินเซนรู้สึกปลอดภัยกว่าไปกับกลุ่มผู้ต้องหา. ซึ่งขณะที่ขึ้นรถนายวินเซนก็เดินขึ้นมาบนรถเอง ไม่ได้มีการบังคับแต่อย่างใด. เมื่อมาถึง สน.ก็ทำการลงบันทึกประจำวันตามปกติ โดยมีพนักงานสอบสวนสอบปากคำ. และนายวินเซน ก็เป็นผู้ให้ปากคำ
แต่ในสำนวนที่ออกหมายจับกลับกล่าวหาว่ามีส่วนรู้เห็นเป็นผู้สั่งการ โดยนำภาพกล้องวงจรปิดที่ หน้า สน.ทองหล่อไปเป็นหลักฐานออกหมายจับตน โดยอ้างว่าผมอุ้มนายวินเซนเข้าไปพูดคุยใน สน.ทองหล่อ ถามว่าในความเป็นจริงมันเป็นไปได้ไหมที่จะอุ้มคน คนหนึ่งเข้า สน. โดยที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใน สน.ไม่ดำเนินการอะไร
นายสันธนะ บอกอีกว่านอกจากนี้ในสำนวนยังบอกว่าเห็นตนที่ร้านอาหาร ก่อนที่จะมา สน.ทองหล่อ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เพราะตนไม่ได้ลงจากรถเลย และฟิล์มกระจกรถก็มืดมากไม่มีทางที่จะมองเห็นตนอย่างแน่นอน ส่วนนายสมจิน ผู้ต้องหาที่เข้ามอบตัว. ในวันเกิดเหตุนายสมจินเพียงแค่เปิดประตูรถให้นายวินเซนขึ้นไปนั่งก่อนพาตัวมาที่ สน. ไม่ได้มีการข่มขู่ หรืออุ้มขึ้นรถตามที่ถูกกล่าวอ้าง
“ผมเชื่อว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง มีการทำเป็นขบวนการ ผมมีหลักฐานเป็นคลิปเสียงของจำนวน2คลิป ซึ่งในคลิปเสียงมีบุคคล คนหนึ่งที่อ้างชื่อว่าเป็นนายศิริชัย(สงวนนามสกุล) ซึ่งเป็นบุคคลที่ได้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหายให้ดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว. โดยนายศิริชัยได้พูดคุยกับผู้ต้องหาในคดีว่ามีการสั่งการให้ดำเนินคดีกับนายสันธนะ นอกจากนี้นายศิริชัยยังพูดโอ้อวดว่าเป็นผู้ที่จัดการ และดำเนินคดีกับนายสันธนะได้สำเร็จ”นายสันธนะ ระบุ
หลังจากนี้ก่อน30 กันยายนนี้ จะดำเนินการฟ้องร้องเจ้าหน้าที่รัฐ ที่เกี่ยวข้องกับคดีทั้งหมด ตั้งแต่ระดับสน.ถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นอกจากนี้ยังทราบมาว่าคนสนิทของนายศิริชัย ที่ชื่อแครอล ได้โทรศัพท์ไปหาผู้ต้องหาต่างชาติในคดี เพื่อเรียกเงินจำนวน6ล้านบาท แลกกับการไม่สั่งฟ้องคดี ซึ่งตนกำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อที่จะดำเนินคดีต่อไป