“คุณมีปัญหากับข้อ 7 ที่ระบุว่า จะคุ้มครองให้บุคคล และคณะบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้ง หรือมอบหมายจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดหา หรือบริหารวัคซีน คุณมองว่า กฎหมายฉบับนี้ปกป้องฝ่ายการเมือง ปกป้องทีมแพทย์ในคณะผู้บริหาร แต่ให้ตั้งสติ เพราะเอาเข้าจริง ผู้ที่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมายฉบับนี้ มีไปจนถึงคณะแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชน ที่มีหน้าที่จัดหาวัคซีน คณะแพทย์ ใน สถาบันจุฬาภรณ์ ที่มีหน้าที่จัดหาวัคซีน กฎหมายฉบับนี้ จะช่วยให้การจัดหาวัคซีนได้รับความสะดวกขึ้น เพราะคนที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องได้รับการคุ้มครอง กรณีที่ทำอย่างซื่อสัตย์สุจริต คุณเรียกร้อง ให้มีการนำวัคซีนเข้ามามากๆ แต่พอ รัฐจะเดินหน้า หาทางทำให้คนทำงานในส่วนนี้เกิดความมั่นใจ คุณก็เข้าไปขัดขวาง ยกประเด็นการเมืองมาตีขลุมโจมตีทั้งหมด มันไม่ถูกต้อง ซึ่งก็อย่างที่บอกว่ากฎหมายนี้ มันไม่ได้นิรโทษใครเลย เพราะมันยังไม่มีใครทำผิด และมันก็มีช่องให้ฟ้องคนทำผิดให้ได้รับโทษอย่างที่กล่าวไปแล้ว”
อันที่จริง นายวิโรจน์ เป็นนักบิดเบือนสังคม ร่างกฎหมายที่กำลังมีปัญหา ในเอกสารก็เขียนชัด ว่า คนทำผิด ทุจริต บกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ ร่างกฎหมายระบุชัด ว่าให้เอาผิด ทำไมนายวิโรจน์ไม่พูด คำตอบคือ ถ้าพูดออกไปแล้ว ทุกอย่างที่นายวิโรจน์พูดมา จะไม่มีความหมาย ไร้ค่า ไร้ราคา ขึ้นมาทันที เพราะนายวิโรจน์พยายามจะกล่าวหาว่าเป็นกฎหมายล้างผิด เอาผิดใครไม่ได้เลย ซึ่งไม่ใช่ ร่างกฎหมายก็เขียนไว้ชัดว่าการกระทำแบบไหนบ้างที่ต้องรับโทษ ไม่ได้รับการละเว้น แต่นายวิโรจน์ตั้งใจจะหมกไว้ บิดเบือน
“การที่นายวิโรจน์ ให้ข้อมูลไม่ครบ มิใช่ว่านายวิโรจน์ไม่รู้ เขาไม่ใช่คนโง่ แต่เป็นคนที่ถูกการเมืองกัดกินจนมองไม่เห็นเรื่องดีๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม วันนี้ ประสิทธิภาพในการรักษาผู้ป่วยโควิดของเราดีมาก มียอดสูญเสียน้อยกว่านานาชาติกว่า 2 เท่า 2 เดือนที่ผ่านมา ไทยลุยฉีดวัคซีนได้ถึง 16 ล้านโดส นายวิโรจน์เคยสนใจหรือไม่ หรือนายวิโรจน์ มีต่อมปฏิเสธ เรื่องบวกในสังคม เพราะหัวใจที่มืดดำ ตาที่มืดบอด ด้วยอคติทางการเมือง” นายศุภชัย กล่าว