ตามข้อเท็จจริงแล้ว 'กลาโหม’ มีแนวคิดนำเข้า ‘วัคซีน’ รูปแบบ ‘บริจาค’ โดยใช้กลไกความร่วมมือของ ‘ศูนย์แพทย์ทหารอาเซียน’ ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย หลังปีที่แล้วได้ประสานความร่วมมือกับกลาโหมมิตรประเทศ และกลาโหมจีน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและถอดบทเรียนเหตุการณ์อู่ฮั่น เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรทางการแพทย์ และการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ร่วมกัน
ปีนี้ ‘โควิด-19’ ระบาดหนักโดยเฉพาะประเทศอาเซียน ‘กลาโหมไทย’ จึงเห็นควรยกระดับ‘ศูนย์แพทย์ทหารอาเซียน’ ให้มีการขับเคลื่อนเพื่อสานต่อภารกิจเมื่อปีที่แล้วกับกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง คือเรื่องการขาดแคลนวัคซีน หยุดการแพร่ระบาดของโรค
ทั้งนี้ ศูนย์แพทย์ทหารอาเซียนถูกริเริ่มและก่อตั้งขึ้นในประเทศไทย ถือเป็นความร่วมมือระหว่างกลาโหมอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ และกระทรวงกลาโหมสหพันธรัฐรัสเซีย หวังมีบทบาทในการส่งเสริมกิจการแพทย์ทหารในภูมิภาค และบทบาทในการสนับสนุนความร่วมมือทางทหารอื่น ๆ ในกรอบประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน (ADMM) และประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา (ADMM - Plus) สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและลดความหวาดระแวงระหว่างต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชีย - แปซิฟิก
วัคซีน “สปุตนิก วี” ของประเทศรัสเซีย คือ เป้าหมายที่ ‘กลาโหมไทย’ หวังใช้ความสัมพันธ์ที่ดีกับ ‘กลาโหมรัสเซีย’ ด้วยการขอรับบริจาคนำมากระจายแบ่งสัดส่วนให้กับกลุ่ม 10 ประเทศอาเซียน ตามเงื่อนไขที่อาจจะมีการระบุเอาไว้เช่น ฉีดให้ทหารหน้าด่าน หรือ พื้นที่เสี่ยง และอาจครอบคลุมไปถึงประชาชนทั่วไป
“เป็นแนวคิดของกระทรวงกลาโหม คาดการณ์กันว่าจะเริ่มจากประเทศรัสเซีย เป็นประเทศนำร่อง ส่วนหนึ่งเป็นการสร้างความสัมพันธ์ ความร่วมมือทางทหารระหว่างรัสเซีย และประเทศอาเซียนใกล้ชิดมากขึ้น จากนั้นเชื่อว่าก็จะมีประเทศอื่นๆ ที่ผลิตวัคซีนได้ทั้ง สหรัฐฯ อังกฤษ จีน ทยอยเข้ามา ” แหล่งข่าวกระทรวงกลาโหม ระบุ
ทั้งนี้ ศูนย์แพทย์ทหารอาเซียน ถูกจัดตั้งขึ้นภายใต้การประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน เมื่อปี 2559 เพื่อส่งเสริมความร่วมมือของประเทศสมาชิก 10 อาเซียน ในด้านการแพทย์ทหาร และเป็นศูนย์กลางของกิจการแพทย์ทหารในภูมิภาค ผ่านความร่วมมือกับองค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ภายใต้สโลแกน ‘ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’
ขอขอบคุณ : กรุงเทพธุรกิจ