ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครพนม หนุนพัฒนาเกษตรชายแดน ขานรับรถไฟรางคู่ จับตาอีก2-3ปีทางรถไฟลาว จีน เวียดนามแล้วเสร็จ ส่งผลดีเศรษฐกิจการค้า ท่องเที่ยวชายแดน

27 กุมภาพันธ์ 2564 นายเทียมศักดิ์ เวียงศรีประเสริฐ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครพนม เปิดเผยว่าปัจจุบันต้องยอมรับว่าในช่วง3 -4ปีที่ผ่านมา นครพนมมีความเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยวมากขึ้น โดยเฉพาะด้านการคมนาคมขนส่งสินค้าถือเป็นจุดแข็ง เพราะมีสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่3(นครพนมคำม่วน) เชื่อมไปยังเส้นทางR 8(อาร์8) และR 12(อาร์12) ผ่านพรมแดนประเทศลาว เวียดนาม และจีนตอนใต้ และยังเป็นเส้นทางสำคัญที่มีระยะทางสั้นที่สุด คืออาร์12 เชื่อมจากชายแดนจังหวัดนครพนม ไปยังท่าเทียบเรือน้ำลึกหวุ๋งอ๋างของเวียดนาม ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าทางทะเลไปยังประเทศอื่น มีระยะทางสั้นประมาณ300กิโลเมตรเท่านั้น เป็นการลดต้นทุนของผู้ประกอบการขนส่ง จึงกลายเป็นเส้นทางเศรษฐกิจสำคัญ

แม้สถานการณ์โควิดระบาด แต่ด้านการส่งออกของจังหวัดนครพนม ยังถือว่าไม่กระทบมากนัก สินค้าส่งออกอันดับ1ของชายแดนนครพนม คือ ภาคเกษตร ดังนั้น ตนในฐานะประธานสภาอุตสาหกรรม กำลังสร้างความร่วมมือภาคเอกชน ภาครัฐ เสนอนโยบายไปยังรัฐบาล และในอนาคตจังหวัดนครพนม จะต้องมีการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมการเกษตร ให้มีผลผลิตส่งออกที่เพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นข้าวคุณภาพรวมถึผลไม้ขึ้นชื่อของจังหวัดฯ อาทิ สับปะรด ลิ้นจี่ แตงโมไร้เมล็ด และผลไม้อีกหลายชนิดที่จะต้องร่วมกับภาควิชาการเกษตรของมหาวิทยาลัยนครพนม รวมถึงหน่วยงานเกษตรพัฒนา ต่อยอด ส่งเสริมการผลิต ให้เป็นฐานการผลิตสินค้าเกษตรส่งออก ควบคู่กับการท่องเที่ยว

         

นายเทียมศักดิ์ เวียงศรีประเสริฐ กล่าวอีกว่าสิ่งสำคัญที่ภาครัฐ เอกชน จะต้องเตรียมพร้อม คือ การพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตร ควบคู่กับการท่องเที่ยว เพราะอีกไม่นาน ทางการลาวได้มีการลงนามความร่วมมือก่อสร้างทางรถไฟจากนครเวียงจันทร์เชื่อมมายังแขวงคำม่วน และขยายไปถึงประเทศเวียดนาม เพื่อเชื่อมไปยังท่าเรือน้ำลึก หวุ๋งอ๋าง ผลที่จะตามมาเชื่อว่าชายแดนจังหวัดนครพนม จะได้รับการพัฒนาเส้นทางคมนาคม เชื่อมทางรถไฟจากภูมิภาค ในโครงการรถไฟรางคู่สายอีสานมาถึงนครพนม และหากเชื่อมไปยังแขวงคำม่วน สปป.ลาว ยิ่งจะส่งผลดีต่อภาคเศรษฐกิจการท่องเที่ยว

        

ดังนั้น ภาครัฐ เอกชน รวมถึงประชาชนในพื้นที่ จะต้องเตรียมพร้อมรองรับการเติบโตด้านการคมนาคม เพื่อให้เกิดประโยชน์กับพื้นที่ในจังหวัดนครพนมสูงสุด หัวใจสำคัญที่สุด สภาอุตสาหกรรมฯ จะต้องมีการขับเคลื่อน พัฒนาด้านอุตสาหกรรมการเกษตร ให้สามารถมีกำลังผลิตมากขึ้น เพื่อการส่งออก หากทำได้เชื่อมั่นว่านครพนม จะมีความเติบโตด้านเศรษฐกิจการค้า การท่องเที่ยว อุตสาหกรรมการเกษตร เพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัวอย่างแน่นอน แต่ทุกภาคส่วนต้องสร้างความร่วมมือกัน