สิ่งสำคัญและความเชื่อที่หล่อเลี้ยงจิตใจเขาคือภาพที่เราได้รับพระราชทานปริญญาบัตร ที่เขาไม่มีโอกาสที่จะได้รับ ในยุคของพ่อแม่เรา ภาพนั้นมีคุณค่าทางจิตใจสำหรับเขามาก และ ความรู้สึกของพ่อแม่แพรสำคัญกว่าเวลาที่จะต้องเสียไปอย่างแน่นอน
ดังนั้นเราจึงเข้าพิธี เพื่อเติมเต็มความรู้สึกของเขา ถึงแม้จะเหนื่อยและหิวมาก แต่เราอยากที่จะเป็นคนที่ทำให้พ่อ แม่ อาม่า และ น้าที่เลี้ยงดูเรามา ภูมิใจ ไม่ใช่ภาคภูมิใจในตัวเรา แต่ภูมิใจในตัวพวกเขาเองต่างหาก ว่าเขาเก่งมาก เก่งมาตลอดที่เลี้ยงเด็กดื้อคนนั้นจนโตขนาดนี้ได้และ แพรรู้ว่าเขาจะต้องภูมิใจในตัวเอง อาจจะโดนคนอื่นมองเราแบบที่เข้าใจผิดไป อาจจะถูกมองว่าเสียเวลา ก็ช่างเถอะ เขาไม่เข้าใจเราเท่าตัวเราเองหรอกเนอะ
ก็แค่ยอมแลกเวลา 4 วันกับการเติมเต็มช่องว่างของความรู้สึกผู้ใหญ่ที่รักเรามากและเริ่มแก่ตัวลง มันไม่เหลือบ่ากว่าแรงเราเสียเท่าไหร่หรอก เราสัมผัสได้ถึงความที่เขาผิดหวังในตัวเองมาตลอดชีวิต เขามักจะพูดว่า "แม่และน้าอยากให้เราได้มากกว่านี้ แต่ทำไม่ได้, ป่าป๊าเป็นคนไม่เก่ง และหัวไม่ดีเลย"
เราสัมผัสความรู้สึกของเขาได้ มาเป็นเวลานานแล้ว เกินกว่า 10 ปี ถึงแม้ว่าเราจะรู้สึกว่าเขาเก่งมาก แต่ลึกๆ แล้วตัวเขาเองก็ยังคิดว่าตัวเองไม่ดีพออยู่เสมอ
ดังนั้นแล้ว ก็จะขอเป็นคนที่ทำให้พวกเขาที่ดูแลเรามาตลอด ภูมิใจในตัวเองเถอะว่า พวกเขาเก่งมาก ปริญญาบัตรฉบับนี้ แพรไม่ได้เป็นคนรับ แพรเป็นเพียงแค่ตัวกลางเท่านั้น พวกเขาต่างหากที่เป็นคนได้รับมันอย่างแท้จริง
ปล.เราอีกภาพหนึ่งที่เราชอบมาก คือ การที่อาม่าพยายามนั่งแกะตัวอักษรภาษาไทยบนใบปริญญาเพื่ออ่านออกเสียงออกมา เพราะเขาไม่ได้เรียนภาษาไทยมา การอ่านภาษาไทยจึงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเขานัก กว่าจะอ่านคำว่าเกียรตินิยมได้ก็ใช้เวลาอยู่หลายนาทีเลยทีเดียว คนเราจะยอมทำเรื่องที่รู้สึกยากทั้งที่ไม่มีความจำเป็นหรือ? ถ้าเขาไม่รู้สึกว่ามันสำคัญสำหรับเขา
ในส่วนของคนที่ไม่ได้เข้ารับ ไม่ได้มีปัญหาหรือแย่เลย ทุกคนล้วนมีเหตุผลและความรู้สึกเป็นของตนเอง ถ้าครอบครัวและคนรอบข้าง รวมถึงตัวเราเองโอเค ก็ถือเป็นความสำเร็จและความสุขได้เช่นกัน ต่างคนต่างวาระ ไม่ตัดสินกัน ทุกคนเก่งมากๆ ในทางของตัวเอง"