ถามว่า การจุดโคมลอย(ไฟ)แบบนี้ทางเหนือล้านนามีความเชื่อว่าเป็นการบูชาพระเกตุแก้วจุฬามณีบนสรวงสวรรค์ด้วยหรือไม่ สมาชิกกลุ่มรักษ์บ้านรักษ์เมืองคนเดิมบอก ไม่เคยได้ยินมาก่อน อาจจะเป็นการสร้างเรื่องขึ้นมาเพื่อเพิ่มพลังแห่งศรัทธาก็เป็นได้
"เฮาว่าเป็นการสร้างเรื่องขึ้นมาให้ดูมีความศรัทธา เพราะอยู่มากันเป็นร้อยปีไม่เคยมีเรื่องนี้ พระธาตุเกตุแก้วจุฬามณีอะไรไปถามคนเฒ่าคนแก่ก็ไม่เคยเห็น สมัยก่อนโคมไฟก็ไม่มีลอยด้วย มีแต่โคมลอย เมื่อก่อนตอนมาใหม่ๆ มันเป็นแค่เนื้องอก เฮาฮ้องว่า เนื้องอกประเพณี แต่เดี๋ยวนี้มันเป็นมะเร็งแล้ว ไม่รู้จะรักษาหายมั้ย เมื่อก่อนลูกละ 100 เดี๋ยวนี้ 3 ลูก 100 มันเป็นความสวยงามที่หาง่ายแต่อันตรายมาก
เมื่อก่อนเราออกไปลอยกระทงที่แม่น้ำปิง แล้วก็กลับมาจุดผางประทีปที่กู่บรรพชน แต่พอมีโคมไฟเราไม่กล้าออกจากบ้านเลย กลัวไฟจะไหม้บ้าน เราต้องต่อน้ำขึ้นหลังคา หล่อน้ำให้เปียกหลังคาไว้ตลอด แล้วก็วิ่งขึ้นไปที่สูงๆ ไปดูไฟจะตกที่บ้านเรามั้ย เพราะแม่น้ำปิงปล่อยกันเยอะมาก คนมาแอ่วมันม่วน แต่ความม่วนคือความทุกข์ของเฮา แล้วเดี๋ยวนี้มีประทัดยักษ์ด้วย อะไรด้วย ยิ่งระแวงไปหมด เฮาก็ทุกข์กันทุกปี ทุกข์เพราะว่าดีบ่ดีเฮาจะบ่มีบ้านอยู่"
ที่ผ่านมา เชียงใหม่เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่มีเหตุการณ์ไฟไหม้จากการจุดโคมลอย โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลลอยกระทง ชาวบ้านจะต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เพราะกระแสการจุดโคมลอยนั้นจุดติดแล้วในแวดวงการท่องเที่ยว และถือสินค้าทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวร่วมปล่อยโคมในคืนวันลอยกระทงนับหมื่นลูก
ไม่เพียงแค่ไฟไหม้บ้านเรือนเท่านั้น แต่การปล่อยโคมลอยยังให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้าดับ ไฟไหม้ป่า ขยะเกลื่อนเมือง และที่สำคัญเป็นอันตรายต่อระบบการบินของเครื่องบิน จนอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ ซึ่งที่ผ่านมามีข้อมูลจากบริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย รายงานข่าวการพบโคมลอยในระดับที่กระทบต่อการบินมากกว่า 1,000 ครั้ง เรื่องนี้เป็นปัญหาที่หลายหน่วยงานกังวล และหาทางแก้ปัญหากันมาทุกปี แต่ที่ทำได้ก็คือการหลีกเลี่ยงการบินในช่วงเวลากลางคืนของวันลอยกระทง ซึ่งแม้จะช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุได้ แต่ก็ทำให้สูญเสียรายได้มหาศาล