เนชั่นทีวี

Nation Story

STORY : มาถึงจุดนี้แล้ว! นักร้องไอดอล AI ถอนตัวออกจากวงกะทันหัน อ้างเหตุผล "หนูท้องค่ะ!"

25 ต.ค. 2569 | NATESAIY

STORY : มาถึงจุดนี้แล้ว! นักร้องไอดอล AI ถอนตัวออกจากวงกะทันหัน อ้างเหตุผล "หนูท้องค่ะ!"

ยินดีต้อนรับสู่ยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ปั่นหัวคนได้แสบที่สุด! เมื่อแฟนคลับ K-pop ต้องช็อกกับข่าว "นักร้องสาว" จากเกิร์ลกรุ๊ปชื่อดังประกาศลาออกจากวงกะทันหันเพราะ "ตั้งครรภ์" ก่อนจะโป๊ะแตกพบว่าเธอไม่ใช่คนจริงๆ แต่เป็น AI ที่ถูกสร้างขึ้น!... นี่คือดราม่าฮาๆ หรือสัญญาณเตือนถึงอิทธิพลของ AI ที่แนบเนียนจนน่ากลัว?

การที่เราก้าวเข้ามาอยู่ในยุคที่ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวัน ทำให้เราต้องปรับตัวให้ทันกับกระแสแห่งการ "สร้างสรรค์" และ "ปั้นแต่ง" โดยเฉพาะข่าวล่าสุดที่สร้างความฮือฮาและงุนงงให้กับผู้ใช้โซเชียลมีเดีย เมื่อนักร้องของวงเกิร์ลกรุ๊ป AI ชื่อดัง ประกาศลาออกจากวงเพราะเหตุผลสุดคลาสสิก... "หนูท้องค่ะ!" 

 

แฟนเพลงของวง "Baby Queen" ต่างรู้สึกสับสนกับประกาศสุดเซอร์ไพรส์นี้ หลายคนไม่ทราบมาก่อนเลยว่าเกิร์ลกรุ๊ปวงนี้ไม่ใช่ศิลปินที่มีตัวตนอยู่จริง แต่เป็นผลผลิตจาก AI ดังนั้น เมื่อ "Mity" นักร้องของวง ออกมาเปิดเผยว่าจะขอถอยห่างจากวงไป จึงสร้างความตกตะลึงให้กับทุกคน

 

Mity โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียว่า "เมื่อไม่นานมานี้ ฉันเพิ่งทราบว่าตัวเองกำลังตั้งครรภ์ค่ะ... หลังจากได้ไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนและปรึกษากับทางต้นสังกัด รวมถึงเพื่อนร่วมวงแล้ว ฉันจึงตัดสินใจขอพักงานจากวงชั่วคราว เพื่อมุ่งเน้นไปที่การพักผ่อนและดูแลตัวเองค่ะ นี่ไม่ใช่การตัดสินใจที่ง่ายเลย"

"ทุกคนทำงานกันอย่างหนักมาก แต่แผนงานกลับต้องมาเปลี่ยนแปลงเพราะฉัน ฉันเห็นคุณค่าในความพยายามของทุกคน และจะไม่หลีกหนีจากความรับผิดชอบของตัวเองอย่างแน่นอนค่ะ" เธอเสริมด้วยท่าทีสำนึกผิดขั้นสุด

 

🔵 [เฉลยพล็อตหักมุม: เป็นเมเนเจอร์ AI มันเหนื่อย!] 

การขอโทษอย่างเป็นตุเป็นตะของศิลปิน AI นี้ มีที่มาจาก "กลุ่มแฟนคลับ K-pop เล็กๆ ในจีน" ผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างวง Baby Queen พวกเขาได้คิดค้นพล็อตเรื่องหักมุมนี้ขึ้นมา หลังจากพบว่าการบริหารจัดการตัวตนบนโลกออนไลน์ของสมาชิก AI ทั้ง 4 คนนั้น "เป็นเรื่องที่ยากและเหนื่อยเกินไป!"

 

บัญชี Instagram ที่กำลังเป็นกระแสอย่าง "Artists Without Autotune" แฉว่า ในเดือนตุลาคม 2026 ทางวงได้ประกาศว่า Mity กำลังตั้งครรภ์และขอลาคลอด โดยประกาศนี้ถูกนำเสนอในรูปแบบเดียวกับแถลงการณ์จากค่ายเพลงไอดอล K-pop ของจริงเป๊ะๆ ทั้งที่เธอเป็นเพียงตัวละครเสมือน! ท้ายที่สุด ผู้สร้างก็ออกมายอมรับดื้อๆ ว่า พวกเขา "แต่งเรื่อง" การตั้งครรภ์ขึ้นมาเพื่อให้ Mity หายไปจากวง เนื่องจากภาระงานในการดูแลตัวละคร AI หลายตัวพร้อมกันนั้นหนักเกินไป

🔵 [AI ฟีเวอร์ในเอเชีย: รายได้ทะลุล้าน แต่อาจกลายเป็นมิจฉาชีพ?] 

เรื่องราวสุดประหลาดนี้เกิดขึ้นในขณะที่ประเทศอย่าง จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ กำลังเปิดรับเทคโนโลยีนี้มาใช้เพื่อเป็นเพื่อนคลายเหงาและเพื่อความบันเทิงอย่างเต็มรูปแบบ

 

ตัวละคร AI จากรายการทีวีสามารถก้าวข้ามมาเป็นพรีเซนเตอร์โฆษณาได้ เช่น "Fang Taizi" ตัวละคร AI วัย 20 ปี จากซีรีส์สั้นยอดฮิตเรื่อง "Laid-Off Girl" ที่โผล่มาเป็นพรีเซนเตอร์โฆษณาคอนแทคเลนส์ โดยค่าตัวในการปรากฏตัวของเธอสูงลิ่วถึงประมาณ 1,128,100 บาทต่อนาที! ซึ่งเทียบเท่ากับคนดังในชีวิตจริง

 

แต่บางครั้งความแนบเนียนของ AI ก็สร้างปัญหา เช่น ตัวละครชื่อ "Xiaohai" ที่ถูกสร้างเป็นวัยรุ่นจากครอบครัวยากจน เพื่อโฆษณาสินค้าว่าถ้าคนซื้อของจะช่วยแก้ปัญหาชีวิตเขาได้ ปรากฏว่าตำรวจจีนรายงานว่า มีหญิงสูงวัยกลุ่มหนึ่งหลงเชื่อและพยายามเดินทางไปยังบ้านเกิดของเขาเพื่อให้ความช่วยเหลือ โดยไม่รู้เลยว่าเด็กหนุ่มคนนี้เป็นแค่บอต AI จนชาวเน็ตตีความว่านี่คือรูปแบบใหม่ของ "มิจฉาชีพ"

 

🔵 [ความกังวลของตะวันตก และคำเตือนจาก บิล เกตส์] 

ในขณะที่ชาวเอเชียอินกับ AI แต่ผู้คนจำนวนมากในโลกตะวันตกยังคงแสดงท่าทีรังเกียจ AI เนื่องจากความหวาดกลัวและไม่ไว้วางใจ แม้เทคโนโลยีนี้จะมีประโยชน์มหาศาลในแวดวงการแพทย์และการศึกษาก็ตาม

 

ความหวาดกลัวต่อ AI ทวีความรุนแรงขึ้นจากคำทำนายถึงอนาคตอันเลวร้าย อย่างที่ บิล เกตส์ ผู้ก่อตั้ง Microsoft เคยเตือนว่า "AI มีศักยภาพสูงพอที่จะก่อให้เกิดเหตุการณ์ที่นำไปสู่การเสียชีวิตของผู้คนถึงหนึ่งพันล้านคน... ไม่เคยมีอาวุธใดที่มีอานุภาพร้ายแรงเท่ากับการที่ผู้คนซึ่งมีเจตนาร้าย นำเครื่องมือ AI ล้ำสมัยมาใช้"

 

บิล เกตส์ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาใหญ่คือ AI อาจทำให้การแยกแยะระหว่าง "เจตนาดี" กับ "เจตนาร้าย" ยากขึ้น เขาหวังว่าการแยกแยะระหว่างนักวิทยาศาสตร์ที่พูดว่า "ผมต้องการออกแบบยาชนิดใหม่เพื่อรักษาโรค" กับผู้ก่อการร้ายที่บอกว่า "ผมต้องการออกแบบเครื่องมือสำหรับก่อการร้ายทางชีวภาพ" จะสามารถทำได้ง่ายกว่านี้

 

เขาเรียกร้องให้มี "การกำกับดูแลระบบ AI ขั้นสูงอย่างเข้มงวด" และอยากให้สหรัฐฯ เป็นผู้นำกำหนดมาตรฐานนี้ "การไม่กำหนดให้ AI ทุกระบบต้องมีมาตรการป้องกันและขีดความสามารถในการเฝ้าระวัง ถือเป็นความรับผิดชอบที่บกพร่องอย่างยิ่ง... คำถามเดียวที่เหลืออยู่คือ เราจะลงมือทำตั้งแต่วันนี้เลยหรือไม่"

 

มุมมองนี้ช่างแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับแนวคิดของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่เคยปฏิเสธแนวคิดที่ว่าความก้าวหน้าของ AI จะนำไปสู่จุดจบของมนุษยชาติ โดยบอกปัดง่ายๆ ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็น "เรื่องที่จะไม่มีวันเกิดขึ้น"

 

เรื่องราวการ "ท้องทิพย์" ของไอดอล AI อาจดูเป็นเรื่องตลกร้ายขำๆ แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันก็กำลังตั้งคำถามตัวโตๆ กับพวกเราว่า... เราพร้อมรับมือกับโลกที่ "เส้นแบ่งระหว่างความจริงกับภาพลวงตา" ถูก AI ลบเลือนไปจนหมดแล้วหรือยัง?

 

และคุณคิดว่า AI ควรถูกบังคับให้มี "ป้ายกำกับ (Watermark)" ในทุกสื่อที่นำเสนอเพื่อป้องกันความสับสนของมนุษย์หรือไม่?

ข่าวล่าสุด