เนชั่นทีวี

Nation Story

OPINION :ไม่มีทางสายกลาง! “จลาจลฝรั่งเศส” กับการเมืองสุดโต่ง

25 ต.ค. 2569 | กิตติดิษฐ์ ธนดิษฐ์สุวรรณ

OPINION :ไม่มีทางสายกลาง! “จลาจลฝรั่งเศส” กับการเมืองสุดโต่ง

และแล้วการประท้วงใหญ่รอบใหม่ในกรุงปารีสในหลายเมืองใหญ่ทั่วประเทศฝรั่งเศสก็ผ่านพ้นไป โดยเป็นที่น่าสังเกตว่าครั้งนี้สถานการณ์ค่อนข้างสงบเมื่อเทียบกับสัปดาห์ที่แล้ว สะท้อนถึงการเตรียมพร้อมที่ดีขึ้นของฝ่ายรัฐที่เคยถูกวิจารณ์ว่าวางกำลังเจ้าหน้าที่น้อยเกินไปจนบานปลายกลายเป็นการจลาจลและปล้นสะดม

มาคราวนี้ทางรัฐบาลกลางได้วางกำลังตำรวจกว่า 7 หมื่นนาย เสริมด้วยทหาร ในขณะที่ท้องถิ่นของแต่ละเมืองก็ประกาศมาตรการเคอร์ฟิวและห้ามการชุมนุมในบางพื้นที่ ส่วนห้างร้าน พิพิธภัณฑ์ และกิจกรรมใหญ่ๆ ก็ปิดหรือเลื่อนการจัดออกไป ถึงแม้ว่าบางจุดจะยังคงมีการใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุม มีการจับกุมผู้ละเมิดกฎหมายหลักร้อยคน และมีการยึดอาวุธพร้อมหน้ากากกันแก๊สได้ก็ตาม



🔵 [แรงกดดันส่งท้าย “รัฐบาลมาครง”]


รัฐบาลของประธานาธิบดีเอ็มมานูแอล มาครง คุ้นเคยกับการประท้วงเป็นอย่างดี เพราะเผชิญกับการชุมนุมใหญ่ของกลุ่ม “เสื้อกั๊กเหลือง” มาตั้งแต่ช่วงสมัยแรก ปี 2561-2562 ตามมาด้วยการชุมนุมต่อต้านมาตรการปฏิรูประบบบำนาญในปี 2562-2563 การประท้วงมาตรการควบคุมทางสังคมในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ไปจนถึงการประท้วงการเพิ่มอายุเกษียณราชการเมื่อ 3 ปีที่แล้ว

แต่การประท้วงใหญ่รอบนี้อาจเป็นครั้งสุดท้ายสำหรับรัฐบาลมาครง และเป็นหนึ่งในความท้าทายครั้งใหญ่หลวงของเขา เพราะเดิมทีการชุมนุมเป็นการเรียกร้องให้ยกเครื่องระบบการศึกษาของประเทศ ผสมโรงกับวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ แต่ตอนนี้การประท้วงได้ถูกยกระดับกลายเป็นการกดดันให้มาครงยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งก่อนกำหนด

🔵 [ประธานาธิบดีคนใหม่]


มาครงดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศมาแล้ว 2 สมัย ครั้งละ 5 ปี รวมเป็น 10 ปี ซึ่งรัฐธรรมนูญฝรั่งเศสกำหนดชัดเจนห้ามใครก็ตามอยู่ในตำแหน่งมากกว่า 2 สมัยติดต่อกัน แม้จะไม่ห้ามลงสมัครใหม่หลังเว้นวรรค 1 วาระ แต่ที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์การเมืองยุค “สาธารณรัฐที่ 5” ก็ยังไม่เคยมีใครรีเทิร์นกลับมา

นั่นก็หมายความว่า ฝรั่งเศสกำลังจะมีประธานาธิบดีคนใหม่ในปีหน้าอย่างแน่นอน โดยการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสเป็นการเลือกตั้งโดยตรง ไม่ต้องให้ผู้แทนไปโหวตในสภา แต่การเลือกตั้งหลายครั้งมักเกิดขึ้น 2 รอบ หากรอบแรกซึ่งจะเกิดขึ้นในวันที่ 18 เมษายน 2570 มีผู้สมัครที่ได้คะแนนเสียงเกิน 50% ก็จะถือว่าได้เป็นผู้นำคนใหม่ทันที แต่หากยังไม่มีใครได้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง ก็จะต้องมีการเลือกรอบตัดสินระหว่างผู้สมัคร 2 รายที่มีคะแนนมากที่สุดในวันที่ 2 พฤษภาคมต่อไป


🔵 [ถึงเวลา “การเมืองสุดโต่ง”]


หากดูจากผลสำรวจความคิดเห็นในช่วงที่ผ่านมา คาดว่า 2 ผู้สมัครที่จะต้องไปชิงดำกันคงหนีไม่พ้นฝ่ายซ้ายจัดกับขวาจัด ซึ่งเป็นกระแสที่ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่เห็นได้ชัดเจนตั้งแต่การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ที่พรรคสายกลางของมาครงพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งให้กับทั้งพรรคร่วมฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาที่ได้ที่นั่งในสภาเพิ่มขึ้นฝั่งละ 50 ที่นั่งโดยประมาณ

ผลการเลือกตั้ง สส.ส่งผลให้รัฐบาลมาครงกลายเป็น “รัฐบาลเป็ดง่อย” กลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ถึงขั้นที่งบประมาณแผ่นดินฉบับล่าสุดกว่าจะเข็นให้ผ่านมติของสภาไปได้ต้องใช้เวลาถึง 4 เดือน และได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่หน้าเก่าที่มีชื่อว่า เซบาสเตียนเลอกอร์นู เพราะเขาได้ลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบที่งบผ่านไม่ทันเส้นตาย ก่อนที่มาครงจะเลือกแต่งตั้งเขากลับมาอีกครั้ง
 


🔵 [ซ้ายจัดหรือขวาจัด?]


เป็นที่ชัดเจนว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ประชาชนต้องการการเปลี่ยนแปลง หลังอยู่กับรัฐบาลสายกลางมายาวนาน 1 ทศวรรษ แต่ชาวฝรั่งเศสจะเลือกไปทางไหนระหว่างพรรคซ้ายจัดหรือขวาจัด การประท้วงครั้งนี้มาครงและนายกรัฐมนตรีเลอกอร์นู กล่าวโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าพรรคฝ่ายซ้ายจัดของ ฌอง-ลุค เมลองชง เป็นผู้ปลุกระดมสร้างเงื่อนไขให้เกิดความรุนแรงขึ้นในสังคม โดยแม้ว่าตัวเขาจะลงถนนร่วมประท้วงด้วย แต่เมลองชงวัย 75 ปี ซึ่งครั้งนี้สมัครเป็นประธานาธิบดีรอบที่ 4 ก็ย้ำว่าผู้สนับสนุนของเขาไม่มีสิทธิ์ไปทำลายทรัพย์สินใคร

ในขณะที่พรรคฝรั่งเศสไม่ยอมจำนนของเมลองชงชู “การเปลี่ยนแปลง” เป็นหัวใจหลักของแคมเปญการหาเสียง พรรคขวาจัดของมารีน เลอ แปน เลือกที่จะเน้นย้ำการเป็น “เสียงแห่งเหตุผล” ในการบังคับใช้กฎหมายและทำให้ความเป็นระเบียบเรียบร้อยในสังคมกลับมา โดยผลโพลที่สำรวจหลังเกิดเหตุจลาจลเมื่อสัปดาห์ที่แล้วของ Ifop พบว่าเลอแปนสามารถยืนระยะการเป็นผู้นำได้อย่างต่อเนื่องที่ 36%-38% สวนทางกลับผู้สมัครพรรคสายกลาง ได้แก่ อดีตนายกรัฐมนตรีเอดูอาร์ ฟีลิป ที่คะแนนลดลงจาก 18% เหลือ 15% ขณะที่เมลองชงได้เสียงสนับสนุนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 15% เป็น 16.5%

จากโพลดังกล่าวจะเห็นได้ว่ายังไม่มีผู้สมัครคนใดที่ได้คะแนนเกิน 50% ทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่จะต้องมีการเลือกตั้ง 2 รอบ และอาจจะเป็นเลอ แปน กับเมลองชง ที่จะได้มาวัดกันในรอบสุดท้าย นับจากนี้อีก 6 เดือน เรามารอดูกันว่าการชุมนุมในฝรั่งเศสจะยืดเยื้อแค่ไหน เพราะหากยิ่งลากยาว ก็จะยิ่งกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่จะวัดผลผู้ชนะการเลือกตั้งครับ

ข่าวล่าสุด