ซ้ำร้าย นโยบายตัดลดต้นทุนสุดโต่งของ INEOS ได้สร้างสิ่งที่คนวงในเรียกว่า "วัฒนธรรมแห่งความกลัว" (Culture of Fear) ตั้งแต่การปลดพนักงานปฏิบัติการมากกว่า 400–450 ตำแหน่ง, การตัดสิทธิประโยชน์เรื่องการเดินทาง, ไปจนถึงการยกเลิกสัญญาการเป็นทูตสโมสรของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เพื่อประหยัดงบ บรรยากาศภายในเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและสูญเสียขวัญกำลังใจ สวนทางกับผลงานในสนามที่ดำดิ่งลงเรื่อยๆ
⚽[ตลาดนักเตะที่ไร้ทิศทางและปมขัดแย้งในอดีต]
ความผิดพลาดด้านนโยบายเสริมทัพยังถูกตอกย้ำด้วยคำสัมภาษณ์ของอดีตกุนซือ เอริค เทน ฮาก ที่ออกมาแฉว่า INEOS ผิดสัญญาเรื่องการสนับสนุน โดยเฉพาะการขาย สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ ให้นาโปลี ทั้งที่เขาคัดค้าน ซึ่งสุดท้ายแม็คโทมิเนย์ก้าวไปคว้าแชมป์สคูเด็ตโต้และนักเตะยอดเยี่ยมในอิตาลี แต่สโมสรกลับทุ่มเงิน 50 ล้านปอนด์ไปกับ มานูเอล อูการ์เต้ ที่ตอบโจทย์แท็กติกไม่ได้
ในตลาดรอบล่าสุด สโมสรละเลงเงินกว่า 155 ล้านปอนด์ไปกับการกว้านซื้อกองกลางอย่าง คาร์ลอส บาเลบา, ยูริ ตีเลอมันส์ และ อันเดรย์ ซานโตส แต่กลับละเลยตำแหน่งสำคัญอย่างแบ็กซ้ายและกองหน้าตัวเป้า จนเมื่อ เบนจามิน เชชโก้ ได้รับบาดเจ็บพักยาว 4 เดือน ขุมกำลังของทีมก็ขาดสมดุลและพิการทันที
⚽[นานาทัศนะกูรู: สับเละทั้งบอร์ด ทั้งนักเตะ]
วิกฤตครั้งนี้ทำให้เหล่านักวิเคราะห์และตำนานลูกหนังออกมาฟันธงถึงต้นตอของปัญหาอย่างเผ็ดร้อน
เวย์น รูนีย์: มุ่งเป้าไปที่ทัศนคติของนักเตะ โดยตราหน้า บรูโน่ และ มาร์ติเนซ ว่าทำตัวเป็น "เด็กทารกที่เห็นแก่ตัว" (Selfish babies) ที่คอยแต่จะโยนความผิดให้แท็กติกหรือบอร์ดบริหารเพื่อกลบเกลื่อนฟอร์มอันย่ำแย่ของตนเอง พร้อมกระตุ้นให้ส่องกระจกดูตัวเองก่อน แม้รูนีย์จะเห็นใจคาร์ริคที่เหมือนถูกส่งไปรบด้วยปืนของเล่นก็ตาม
แกรี่ เนวิลล์: มองว่ายูไนเต็ดเหมือน "เรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่" ที่ต้องใช้เวลาเปลี่ยนทิศทาง มรดกความเสียหายตลอด 10 ปีของตระกูลเกลเซอร์ฝังลึกเกินกว่าจะแก้ได้ในเวลาอันสั้น แต่ก็ตำหนิ INEOS ที่ไร้เดียงสา ตัดสินใจผิดซ้ำซาก และวิจารณ์เกมรับชุดปัจจุบันว่าเปราะบางจนเหมือนเด็กอายุต่ำกว่า 9 ขวบเล่นกัน
เจมี่ คาร์ราเกอร์ และ รอย คีน: คาร์ราเกอร์มองว่า บรูโน่ กำลังเลื่อยขาเก้าอี้กุนซืออย่างเปิดเผย ขณะที่ รอย คีน สับสภาพจิตใจนักเตะที่ไร้ความกระหาย พร้อมเสนอแนะให้ดึงกุนซือที่มีบุคลิกนิ่ง มั่นคง และมีแนวทางชัดเจนอย่าง เอ็ดดี้ ฮาว เข้ามาจัดระเบียบห้องแต่งตัวที่พังยับเยิน
⚽[อนาคตบนเส้นด้ายและทางแยกที่ต้องเลือก]
สถานการณ์ปัจจุบันบีบให้สโมสรต้องขยับตัวอย่างเร่งด่วน อนาคตของ ไมเคิ่ล คาร์ริค แขวนอยู่บนเส้นด้าย โดยเฉพาะหลังมีรายงานว่าเขาไม่ปรากฏตัวที่สนามซ้อมแคร์ริงตันหลังเกมพ่ายโคโม่ เกมพรีเมียร์ลีกกับ บอร์นมัธ ถูกมองว่าเป็นแมตช์ชี้ชะตา โดยฝ่ายบริหารอาจประเมินผลงานไปจนถึงช่วงพักเบรกทีมชาติเดือนพฤศจิกายน 2026 นี้ ซึ่งหากผลงานไม่ดีขึ้น รายชื่ออย่าง ยูเลียน นาเกลส์มันน์, อันโตนิโอ คอนเต้, เอ็ดดี้ ฮาว และ ฟาเบียน เฮอร์เซเลอร์ ได้ถูกนำขึ้นมาพิจารณาแล้ว
ขณะเดียวกัน ปัญหาภายในกำลังส่งผลให้ขุมกำลังระส่ำระสาย ลิซานโดร มาร์ติเนซ กำลังถูก บาร์เซโลนา จับตาดูสถานการณ์สัญญาอย่างใกล้ชิด เช่นเดียวกับ ดีโอโก้ ดาโลต์ ที่เหลือสัญญาไม่ถึง 2 ปี และเริ่มพิจารณาทางเลือกในการย้ายไป กัลโช่ เซเรีย อา หากทีมไม่ได้ไปเล่นยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก
นอกจากนี้ การขาดทุนสะสมต่อเนื่อง 5 ปีงบประมาณ ยังทำให้เพดานทางการเงินตามกฎ PSR ของพรีเมียร์ลีกและยูฟ่าตึงตัวอย่างหนัก แมนฯ ยูไนเต็ด จะไม่สามารถผ่าตัดทีมครั้งใหญ่ได้เลยหากไม่ขายนักเตะเก่าออกไปก่อน
การสั่งปลดผู้จัดการทีมคนปัจจุบันอาจช่วยระบายแรงกดดันของแฟนบอลได้ชั่วคราว แต่นั่นเป็นเพียงการแก้ผ้าเอาหน้ารอด ตราบใดที่ฝ่ายบริหารยังไม่สามารถวางโครงสร้างยุทธศาสตร์ฟุตบอลที่แท้จริง ไม่สามารถสลายขั้วอำนาจและความเป็นพิษในห้องแต่งตัวได้ "ปีศาจแดง" ก็จะยังคงติดอยู่ในวงจรอุบาทว์นี้ต่อไปอย่างไร้ที่สิ้นสุด