อ่านเกม “นายกฯหนู” ดึง “กล้าธรรม” เข้าร่วมรัฐบาล “ไม่ง่าย”
25 ต.ค. 2569 | prisana_tha

อ่านเกม “อนุทิน” ดึง “กล้าธรรม” ร่วมรัฐบาล “ไม่ง่าย” เมื่อยังมี “ครูใหญ่” เป็นคนวางเกม จับตา 4 สูตร “กล้าธรรม” โหวตลงมติซักฟอก
ข่าว
25 ต.ค. 2569 | prisana_tha

อ่านเกม “อนุทิน” ดึง “กล้าธรรม” ร่วมรัฐบาล “ไม่ง่าย” เมื่อยังมี “ครูใหญ่” เป็นคนวางเกม จับตา 4 สูตร “กล้าธรรม” โหวตลงมติซักฟอก
KEY
POINTS
25 ตุลาคม 2569 จับตาศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอนุทิน เมื่อกระแสภูมิใจไทย อาจเปิดประตูรับ พรรคกล้าธรรม ร่วมรัฐบาล จุดชนวนเกมต่อรองอำนาจการเมือง เปิด 4 แนวทางโหวตซักฟอกของกล้าธรรม ท่ามกลางคำถามว่าเป็นจังหวะร่วมรัฐบาล หรือเกมน้ำเงินใช้กดดันเพื่อไทย และสกัดคู่แข่งทางการเมือง
ห้วงใกล้จะถึงวันซักฟอก ก็เกิดปรากฏการณ์ น้ำเงินกับเขียวร่วมโต๊ะอาหารกลมเกลียว ทั้งที่ก่อนหน้านี้คอนเวิร์สกันไปเกือบปี โดยหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าจะมีการดึงพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาล เพื่อรักษาเสถียรภาพของรัฐบาล แม้จะยังไม่มีการยืนยันจากฟากรัฐบาลอย่างชัดเจน แต่ก็ไม่มีการปฏิเสธเลย
ประเด็นนี้ นายกฯพูดในรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” หากฟังนายกฯ พูดแบบเพลินๆ และอ่านตามข่าวที่ออกมา จะพบว่ารัฐบาลสีน้ำเงินเปิดประตูรับพรรคกล้าธรรมเข้าเสียบร่วมรัฐบาลแน่นอน ตรงตามที่แกนนำกล้าธรรม ก็เชื่อแบบนั้น และย้ำกับผู้สนับสนุนมาตลอดว่า “เข้าแน่ ภายในสิ้นปีนี้”
แต่ถ้าอ่านและฟัง “ระหว่างบรรทัด” ของนายกฯอนุทิน ดูดีๆ จะพบว่า “ไม่ง่าย”!!
1. “ในทางการเมือง ทุกอย่างเกิดขึ้นได้หมด แต่ไม่ใช่เพื่อเป็นการสยบฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เราต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับรัฐบาล ความมีเสถียรภาพให้สูงสุด เพื่อที่เราจะได้ผลักดันนโยบายต่างๆ ของเราให้มันเป็นรูปธรรม”
คำถาม : ถ้ารัฐบาลเดิม 2 พรรคใหญ่ ภูมิใจไทย เพื่อไทย บวกพรรคเล็ก 293 เสียง ยังมีเสถียรภาพ และผลักดันนโยบายของตัวเองได้อย่างไม่มีปัญหา (เช่น แก้กฎหมายตัดภาษีบาปเข้ากองทุน สสส. และไทยพีบีเอสได้สำเร็จ) แบบนี้จะต้องดึงพรรคที่สามเข้าร่วมรัฐบาลอีกทำไม
2. “การดึงพรรคกล้าธรรม ต้องพิจารณาทั้งสถานการณ์ ความจำเป็น ความร่วมมือ ความเข้าใจ รวมถึงผลลัพธ์ว่าประเทศและประชาชนจะได้อะไร รัฐบาลจะแข็งแรงขึ้นหรือไม่ และคนที่จะเข้ามามีศักยภาพช่วยงานเพียงใด”
คำถาม : แปลว่ายังไม่ได้ตัดสินใจ แต่ต้องพิจารณาหลายเงื่อนไขประกอบกัน
3. “ยังไม่ควรตั้งสมมุติฐานล่วงหน้า เพราะทุกการตัดสินใจต้องมีเหตุและสถานการณ์ประกอบก่อนจะนำไปสู่ผลทางการเมือง”
คำถาม : จะดึงเข้า ต้องมีเหตุก่อน และมีสถานการณ์ที่เอื้อให้เกิด ฉะนั้นถ้าญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ พรรคเพื่อไทย ยกมือให้แบบ 100% รวมถึงพรรคเล็กอื่นๆ แล้วจะมีเหตุอะไรที่ต้องดึงกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาล
4. พิธีกรถามว่า “หากพรรคกล้าธรรม ลงมติไว้วางใจรัฐบาลในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่กำลังจะเกิดขึ้น จะถือเป็นการเปิดประตูสู่การเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่” นายกฯตอบว่า “ต้องรอให้เหตุเกิดขึ้นก่อน จึงค่อยพิจารณาผลที่ตามมา”
คำถาม : พูดแบบนี้ หมายความว่า การลงมติในศึกซักฟอก จะเป็นดัชนีชี้วัดข้อหนึ่ง
5. ในตอนท้าย นายกฯพูดทำนองว่า ครม.ที่ผ่านมา ไม่เคยมีความขัดแย้งจนเป็นปัญหาต่อการทำงาน และพรรคร่วมให้เกียรติซึ่งกันและกัน
คำถาม : เมื่อไม่มีปัญหา แล้วจะสร้างปัญหาขึ้นมาทำไม
จากคำตอบของนายกฯอนุทิน และคำถามย้อนกลับมาที่คำถาม นำมาสู่การวิเคราะห์ ดังนี้
1. จังหวะทางการเมืองของนายกฯที่ผ่านมา ทั้งการร่วมรับประทานอาหารกับผู้กองธรรมนัส การไปร่วมงานวันเกิดของ สส.พรรคกล้าธรรม และพบกับผู้กอง รวมถึงการพูดเชิง “พร้อมร่วมงานกับกล้าธรรม” เป็นลีลา “หวานเจี๊ยบ” ของนายกฯอนุทิน แต่ไม่ได้การันตีเรื่องการเข้าร่วมรัฐบาล
นายกฯอาจจะเอาใจช่วย เพราะสนิทกับผู้กอง และเป็นนักการเมืองรุ่นเดียวกัน อายุใกล้ๆ กัน แต่นายกฯไม่ใช่ผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย หรือไม่ใช่ผู้ตัดสินใจได้เด็ดขาดเพียงคนเดียว
2. การทอดเวลา และใช้การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นหนึ่งใน “ตัวชี้วัด” แท้จริงแล้วไม่ส่งผลดีกับพรรคกล้าธรรมเลย หากกล้าธรรมโหวตไว้วางใจรัฐบาลยกพรรค “ราคาทางการเมือง” จะหายไปหรือไม่
โดยราคาที่หายไป มี 2 มิติ คือ ราคาของการเป็นฝ่ายค้านหายไป ถึงขั้นติดลบเลย เพราะเท่ากับเป็น “พรรครอร่วมฯ รอเสียบ” เท่านั้น ไม่มีราคาของการทำหน้าที่ตรวจสอบ
และราคาของการเข้าร่วมรัฐบาล ก็หายไป เพราะแสดงท่าทีชัดขนาดนี้ แปลว่าไม่มีเงื่อนไขอะไร ต่อรองอะไรไม่ได้เลย โดยเฉพาะเรื่องตำแหน่ง หรือจำนวนเก้าอี้
ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีข่าวว่า มีการส่งสัญญาณไปถึงพรรคภูมิใจไทย เสนอโควตา “2 ว่าการ กระทรวงเกรดเอ + 3 ช่วยว่าการ” แต่ปรากฏว่าถูก “ครูใหญ่” ตีกลับแบบไม่ไยดี ย้ำและขีดเส้นใต้ “ไม่ไยดี” คือ ไม่คุย ไม่เจรจา ไม่ต่อราคากันเลย
3. การนำประเด็นการโหวตในศึกซักฟอก มาเป็นตัวชี้วัดพรรคกล้าธรรม เป็นการทำลายพรรคกล้าธรรมทางอ้อม เพราะโหวตซักฟอก ไม่เหมือนโหวตหนุนงบประมาณ เนื่องจากโหวตงบประมาณ ยังอ้างได้ว่า อยากให้งบลงไปถึงประชาชนเร็วๆ แต่ศึกซักฟอก เป็นกระบวนการตรวจสอบ
คนทั่วไปรู้ดีว่า รัฐบาลชุดนี้ยังมีข้อกังขาเรื่องความโปร่งใสมากมายหลายเรื่อง อย่างล่าสุด กรณี สส.ไอเดียร์ สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ ที่สามีถือหุ้นเว็บพนัน ตอนที่ตัว สส.ไอเดียร์ เป็นเลขานุการรัฐมนตรีดีอี ไชยชนก ชิดชอบ ก็มีนโยบายปราบเว็บพนัน
ฉะนั้นการยกมือหนุน หรืออุ้มรัฐบาลแบบไม่ลืมหูลืมตา ย่อมเท่ากับทำลายเครดิตพรรคกล้าธรรมไปในตัว
4. จะว่าไปการสลายหรือทำให้พรรคกล้าธรรมอ่อนแอ เป็นเป้าหมายของ “ครูใหญ่” และ “คนวางเกมของค่ายน้ำเงิน” อยู่แล้ว เพราะคู่แข่งในสนามเลือกตั้งต่างจังหวัด คือ กล้าธรรม ซึ่งแรงกว่าเพื่อไทยเสียอีก
ฉะนั้นการดึงกล้าธรรมให้มาเป็นรัฐบาลเร็ว ย่อมเป็นการเพิ่มความแข็งแกร่งให้กล้าธรรม สู้ปล่อยกล้าธรรมเป็นฝ่ายค้านต่อไป ให้ท่อน้ำเลี้ยงแห้งถึงที่สุด แล้วค่อยดึงเข้าใกล้ๆ เลือกตั้ง จะบอนไซพรรคได้ดีกว่าหรือไม่ เพื่อไม่ให้พรรคโตเร็วจนกลายเป็นคู่แข่งของค่ายน้ำเงินเสียเอง
5. การแตะมือกับกล้าธรรม แต่ให้กล้าธรรมอยู่ฝ่ายค้าน เป็นการกดดันพรรคเพื่อไทยให้อยู่ในแถว ไม่แตกแถว ซึ่งถ้าพรรคเพื่อไทยออกแนวพลิ้ว ก็ขู่ดึงกล้าธรรมได้ แต่ถ้ากล้าธรรมเข้ามาอยู่ในรัฐบาล ย่อมไม่มี “ตัวเล่น” ที่จะใช้ขู่เพื่อไทยได้ แถมอาจมาจับมือกับเพื่อไทย ขย่ม หรือกดดันรัฐบาลภูมิใจไทย เวลาเดินเกมพลาด หรือสะดุดขาทางการเมืองด้วย
งานนี้จึงอาจมีความเป็นไปได้ว่า “นายกฯหนู” กับ “ครูใหญ่” แบ่งบทกันเล่น คนหนึ่งเล่นบทหวาน..ซื้อใจ อีกคนเล่นบทนิ่ง..วัดใจ
เพราะครูใหญ่ก็รู้อยู่แก่ใจว่า ทั้งเพื่อไทย และกล้าธรรม ล้วนเชื่อใจไม่ได้ในทางการเมือง ทุกพรรคต่างมีบาดแผลกันมา (เพื่อไทยเคยโดนภูมิใจไทยขย่มถอนตัว , กล้าธรรมก็เคยทิ้งเพื่อไทย , เพื่อไทยก็เคยเขย่าภูมิใจไทย ทวงเก้าอี้มหาดไทยคืน)
ทั้งสองพรรคแค่รอจังหวะการเมืองเอาคืนภูมิใจไทยเท่านั้นเอง ฉะนั้นเกมของพรรคน้ำเงิน คือ ใช้ทั้งสองพรรคให้กดดันกันเอง แล้วย่อยสลายกลุ่มมุ้งของทั้งสองพรรคให้มากที่สุด โดยดึงเข้าชายคาภูมิใจไทย ไม่ปล่อยให้ทั้งสองพรรคแข็งแกร่ง กลายเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของภูมิใจไทยในอนาคต...แน่นอน
พรรคกล้าธรรมมี 4 แนวทางในการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี 18 คน โดยแต่ละแนวทางสะท้อนท่าทีทางการเมืองและความสัมพันธ์กับรัฐบาล ตั้งแต่การลงมติไว้วางใจ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เพียงคนเดียว ไปจนถึงการลงมติไว้วางใจรัฐมนตรีทั้ง 18 คน
1. โหวตไว้วางใจ “อนุทิน” คนเดียว ขณะที่รัฐมนตรีอีก 17 คน งดออกเสียง ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณรักษาความสัมพันธ์กับผู้นำรัฐบาล
2. เลือกโหวตไว้วางใจรัฐมนตรีบางคน โดยพิจารณาจากความสัมพันธ์อันดีต่อกัน หรือการมีผลประโยชน์ทางการเมืองร่วมกัน
3. โหวตเชิงสัญลักษณ์ ลงมติไว้วางใจนายอนุทิน และนายไชยชนก ชิดชอบ พร้อมส่งสัญญาณถึง “ครูใหญ่-เนวิน ชิดชอบ” หลังจากก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่า ไม่พอใจกรณีการส่งผู้สมัคร สส. ลงแข่งขัน
4. โหวตไว้วางใจรัฐมนตรีทั้ง 18 คน เพื่อแสดงจุดยืนว่ายังคงสนับสนุนและพร้อมร่วมงานกับรัฐบาล โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่าง “ครูใหญ่-อนุทิน” ซึ่งถูกมองว่าเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญต่อทิศทางการเมือง
ทั้ง 4 แนวทางเป็นท่าทีของพรรคกล้าธรรม ที่จะส่งสัญญาณทางการเมืองผ่านการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจ