เนชั่นทีวี

Nation Story

ARTICLE : "ห่วงเยาวชน" หรือ "สร้างอคติ"? เมื่ออินโดนีเซียเตรียมผุดหลักสูตร "ต้าน LGBT" ทั่วประเทศ

15 ก.ค. 2569 | NATESAIY

ARTICLE : "ห่วงเยาวชน" หรือ "สร้างอคติ"? เมื่ออินโดนีเซียเตรียมผุดหลักสูตร "ต้าน LGBT" ทั่วประเทศ

ความหลากหลายทางเพศกำลังเผชิญกับแรงเสียดทานครั้งใหญ่ในอินโดนีเซีย เมื่อรัฐบาลเตรียมผลักดัน "สื่อการศึกษาต่อต้าน LGBT" เข้าสู่หลักสูตรโรงเรียนและศาสนกิจ โดยอ้างเหตุผลเพื่อยับยั้งการแพร่กระจายของวัฒนธรรมที่ถูกตีกรอบว่าเป็น "ภัยคุกคามความมั่นคง" คำถามที่ตามมาคือ การนำความเชื่อทางศาสนามาบรรจุเป็นหลักสูตรการศึกษา จะช่วยปกป้องเยาวชน หรือกำลังผลักพวกเขาให้ตกอยู่ในพื้นที่ที่อันตรายยิ่งกว่าเดิม?

แม้อินโดนีเซียจะไม่ได้มีกฎหมายระดับชาติที่ระบุว่าความสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกันเป็นอาชญากรรม (ยกเว้นในจังหวัดอาเจะห์ที่ใช้กฎหมายชารีอะห์) แต่สถิติชี้ว่าสังคมอินโดนีเซียมีสัดส่วนการต่อต้านกลุ่ม LGBTQ+ สูงถึง 93% และสถานการณ์กำลังทวีความตึงเครียดขึ้น เมื่อภาครัฐเริ่มขยับตัวจัดการเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ



🔵 [จาก "รสนิยม" สู่ "ภัยคุกคามความมั่นคง"]

 

ความเคลื่อนไหวล่าสุดมาจากกระทรวงกิจการศาสนา ที่กำลังร่างสื่อการศึกษาเพื่อยับยั้งสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า "วัฒนธรรม LGBT" โดยอ้างอิงจากระเบียบประธานาธิบดี (Perpres) ฉบับปี 2025 ที่จัดให้เรื่องนี้เป็น "ภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่ไม่ใช่ทางทหาร" เทียบเท่ากับการแบ่งแยกดินแดน การก่อการร้าย และการพนันออนไลน์
.
อาบู รอกห์มัด อธิบดีกรมส่งเสริมชุมชนมุสลิม ระบุว่า กระทรวงฯ กำลังจัดทำเนื้อหาเพื่อเตรียมนำไปสอดแทรกในหลักสูตรโรงเรียนทั่วไป โรงเรียนศาสนา รวมถึงคำเทศน์ในวันศุกร์ โดยมีข้อเสนอให้เริ่มสอนตั้งแต่ระดับ "ประถมศึกษา" พร้อมมองว่า LGBT เกิดจากหลายปัจจัย ทั้งฮอร์โมน สภาพแวดล้อม และอุดมการณ์เสรีภาพ ซึ่งต้องใช้แนวทางรับมือที่ต่างกันโดยอิงจากมุมมองของผู้นำศาสนาเป็นหลัก
 


🔵 [วิทยาศาสตร์แย้ง: "รสนิยมทางเพศไม่ใช่โรคติดต่อ"]


ในมุมมองของนักสังคมศาสตร์และนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน นโยบายนี้กำลังเดินสวนทางกับหลักวิทยาศาสตร์อย่างสิ้นเชิง

วิดา อายู ปุสปิโตซารี นักสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยบราวิจายา เตือนว่า จุดยืนของกระทรวงฯ ตั้งอยู่บนความเชื่อทางศาสนา มากกว่าข้อเท็จจริงทางการแพทย์ รสนิยมทางเพศไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจากการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร และ "ความพยายามในการปรับเปลี่ยนรสนิยมทางเพศ" (Conversion Efforts) ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า "ไม่ได้ผล" ซ้ำยังสร้างบาดแผลทางจิตใจให้เด็ก การนำเรื่องนี้ไปสอนในโรงเรียนจะยิ่งทำให้เด็กกลุ่มนี้ถูกผลักไสและแปลกแยกจากสังคม

สอดคล้องกับ "แอนดี้" ชายรักเพศเดียวกันที่เติบโตในครอบครัวมุสลิมเคร่งศาสนา เขาเล่าจากประสบการณ์ตรงว่า "ผมเรียนในโรงเรียนสอนศาสนาตั้งแต่เด็กจนวัยรุ่น แต่นั่นไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่าผมเป็นเกย์ การสอนต่อต้าน LGBT ไม่มีผลอะไรกับรสนิยมทางชีวภาพของบุคคลเลย"


🔵 [คลื่นความเกลียดชังที่เริ่มก่อตัว] 


การขยับตัวของรัฐบาล ทำให้วาทกรรมต่อต้าน LGBT ในสังคมรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

▪️  กลุ่มนักศึกษาจิตวิทยาจาก University of Indonesia ถูกกดดันจนต้องลบโพสต์ที่อ้างอิงงานวิจัยว่า "รักเพศเดียวกันไม่ใช่โรคจิตเวช" หลังโดนทัวร์ลงอย่างหนัก
▪️  นักศึกษาชายสองคนถูกแห่ประจานและ "ไต่สวน" กลางลานมหาวิทยาลัยในจาการ์ตา เพียงเพราะถูกพบว่าจูบกัน
▪️  สภาอูลามาแห่งอินโดนีเซีย (MUI) กำลังร่างเอกสารวิชาการเพื่อสนับสนุนกฎหมายเอาผิดทางอาญาต่อกลุ่ม LGBT ในพื้นที่สาธารณะ
▪️  การคุกคามทางไซเบอร์ (Cyberbullying) พุ่งสูงขึ้นจนนักรณรงค์หลายคนโดนขู่ทำร้ายรายวัน

🔵 [ห้องเรียนควรเป็น "พื้นที่ปลอดภัย" หรือ "ลานประหารตัวตน"?]


อาริสโซ่ กอนซาเลส นักรณรงค์จากองค์กร Pelangi Nusantara ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดว่า เด็กและเยาวชนไม่ได้ต้องการหลักสูตรที่สอนให้พวกเขาเกลียดชังความแตกต่าง แต่สิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุดคือ "พื้นที่ปลอดภัย" และเพื่อนที่ไม่ตัดสินพวกเขา

การใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการกีดกันอัตลักษณ์ทางเพศ อาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาความมั่นคงของชาติอย่างที่รัฐบาลกล่าวอ้าง แต่อาจกำลังบ่มเพาะ "ภัยคุกคามทางสุขภาพจิต" ให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ ที่ต้องเติบโตมาในสังคมที่คอยหวาดระแวงและกลั่นแกล้งผู้ที่แตกต่างจากตนเอง 


💬 [ชวนคิดต่อ] 


คุณคิดว่าการบรรจุเนื้อหา "ต่อต้านความหลากหลายทางเพศ" ลงในหลักสูตรการศึกษา จะสามารถเปลี่ยนรสนิยมทางเพศของเยาวชนได้จริง หรือจะเป็นเพียงการสร้างความชอบธรรมให้กับการกลั่นแกล้ง (Bullying) ในรั้วโรงเรียน?

ข่าวล่าสุด