นอกจากนี้ เดนมาร์กยังมีชุดมาตรการเหล็กที่บังคับใช้กับกลุ่มผู้อพยพอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดสิทธิ์ให้ผู้อพยพส่วนใหญ่ได้รับสิทธิ์พำนักแบบชั่วคราวเท่านั้น แม้ว่าคนๆ นั้นจะได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ลี้ภัยอย่างถูกต้องแล้วก็ตาม ขณะเดียวกันเดนมาร์กยังเป็นประเทศแรกๆ ในยุโรปที่สั่งเพิกถอนใบอนุญาตพำนัก และเดินหน้าผลักดันผู้ลี้ภัยชาวซีเรียให้เดินทางกลับประเทศทันทีเมื่อประเมินว่าสถานการณ์ในบ้านเกิดของพวกเขาเริ่มเอื้ออำนวย
สำหรับผู้อพยพที่ต้องการรับสวัสดิการสังคมจากรัฐบาลอย่างเต็มรูปแบบ ก็มีเงื่อนไขว่าจะต้องทำงานให้ครบ 37 ชั่วโมงต่อสัปดาห์จึงจะเข้าเกณฑ์ ซึ่งมาตรการทั้งหมดนี้ทำไปเพื่อคุมเข้มวิถีชีวิตและพื้นที่สาธารณะ ป้องกันไม่ให้เกิดสังคมคู่ขนาน (Parallel Society) หรือชุมชนต่างชาติที่แยกตัวออกจากวัฒนธรรมหลักของเดนมาร์ก
📌 [บทสรุป: ถอดบทเรียนเดนมาร์ก สู่โมเดลใหม่ของยุโรป?]
การขยับห้ามส่งเสียงเรียกละหมาดของเดนมาร์กในครั้งนี้ กำลังถูกหลายประเทศในยุโรปจับตาอย่างใกล้ชิดว่า จะกลายเป็นพิมพ์เขียวหรือโมเดลต้นแบบให้ประเทศอื่นๆ นำไปปรับใช้ตามหรือไม่ เพราะในเวลานี้ ประเทศเพื่อนบ้านอย่างสหราชอาณาจักรและเยอรมนี ก็เริ่มมีการออกข้อกำหนดจำกัดช่วงเวลาและระดับความดังของลำโพงมัสยิดกันบ้างแล้ว เพื่อลดผลกระทบและเสียงรบกวนที่จะเกิดกับผู้อยู่อาศัยในบริเวณใกล้เคียงให้ได้มากที่สุด
ปัจจุบัน เดนมาร์กมีประชากรรวมทั้งประเทศราวๆ 6 ล้านคน โดยมีชาวมุสลิมอาศัยอยู่ประมาณ 270,000 คน และมีมัสยิดกระจายอยู่ทั่วประเทศประมาณ 100 แห่ง
ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องนี้กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลเดนมาร์กต้องบาลานซ์ระหว่างการรักษาความสงบเรียบร้อยและอัตลักษณ์ของชาติ กับการเคารพสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งผลลัพธ์ของกฎหมายฉบับนี้จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญถึงอนาคตของกลุ่มผู้อพยพในยุโรปนับจากนี้เป็นต้นไป