เนชั่นทีวี

Nation Story

STORY: "ซูเปอร์เอลนีโญ" เตือนไทยเสี่ยงภัยแล้ง ฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปี นักวิชาการแนะรัฐปฏิรูปบริหารน้ำก่อนสายเกินแก้

14 เม.ย. 2569

STORY: "ซูเปอร์เอลนีโญ" เตือนไทยเสี่ยงภัยแล้ง ฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปี นักวิชาการแนะรัฐปฏิรูปบริหารน้ำก่อนสายเกินแก้

เมื่อซูเปอร์เอลนีโญกำลังถูกคาดการณ์ว่าจะรุนแรงที่สุดในรอบ 140 ปี — ประเทศไทยพร้อมแค่ไหน และเราเรียนรู้จากบทเรียนน้ำท่วม-แล้งในอดีตมากพอหรือยัง?

ปี 2569 อาจไม่ใช่แค่ปีที่ร้อนกว่าปกติ แต่อาจเป็นปีที่ทดสอบความพร้อมของไทยในการรับมือกับวิกฤติสภาพภูมิอากาศครั้งใหญ่ที่สุดในรุ่นของเรา

 

🔵 [ซูเปอร์เอลนีโญคืออะไร และทำไมต้องจับตาตั้งแต่วันนี้]

หน่วยงานบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐ (NOAA) และศูนย์พยากรณ์อากาศแห่งยุโรป (ECMWF) ได้ออกมาคาดการณ์ตรงกันว่า "ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ" จะเริ่มก่อตัวช่วงกลางปี 2569 และอาจลากยาวจนถึงต้นปี 2570 โดยอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกอาจสูงกว่าปกติเกิน 2.5 องศาเซลเซียส ซึ่งนับเป็นระดับที่สูงกว่าเกณฑ์ "ซูเปอร์เอลนีโญ" ทั่วไปที่ 1.5-2 องศา

 

นายพอล ราวน์ดี ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์บรรยากาศจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์กสเตท ถึงกับระบุว่า "นี่จะเป็นปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงที่สุดในรอบ 140 ปี" ซึ่งหมายความว่าโลกจะต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและปริมาณฝนในระดับที่ไม่เคยมีบันทึกมาก่อน

 

แล้วไทยอยู่ตรงไหนในภาพนี้?

 

🔵 [กรมอุตุฯ ชี้ไทยเสี่ยงเข้าสู่เอลนีโญ มิ.ย.-ส.ค.นี้ ด้วยความน่าจะเป็น 62%]

กรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยว่าขณะนี้ไทยยังอยู่ในช่วงสภาวะลานีญา แต่จะเริ่มเปลี่ยนเข้าสู่สภาวะปกติในเดือน เม.ย. 2569 และมีแนวโน้มสูงที่จะเข้าสู่สภาวะเอลนีโญในช่วง มิถุนายน-สิงหาคม 2569 ด้วยความน่าจะเป็น 62% และคาดว่าจะต่อเนื่องไปจนถึงปลายปี

 

สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) ประเมินไว้ชัดว่า ปริมาณฝนปี 2569 มีแนวโน้มจะอยู่ที่ประมาณ 1,479 มิลลิเมตร ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปีที่ 1,500 มิลลิเมตร และยิ่งน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับปี 2568 ที่มีสภาวะลานีญา ซึ่งฝนตกสูงถึง 1,816 มิลลิเมตร

 

พื้นที่ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณจันทบุรีและตราด รวมถึงภาคใต้ ซึ่งล้วนมีแนวโน้มฝนน้อยกว่าค่าปกติ

🔵 [โลกร้อนซ้อนเอลนีโญ วิกฤติคู่ที่น่ากลัวกว่าที่คิด]

ศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ จากภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายถึงสิ่งที่ทำให้รอบนี้น่ากังวลกว่าครั้งก่อน ๆ

 

"แม้เอลนีโญจะเป็นวงจรธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นระยะ แต่สิ่งที่น่ากังวลมากขึ้นในปัจจุบันคือการซ้อนทับของภาวะโลกร้อน ซึ่งทำให้ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติรุนแรงขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา พื้นที่ที่เคยแห้งอาจเผชิญภัยแล้งหนักกว่าเดิม ขณะที่พื้นที่ฝนชุกอาจเผชิญน้ำท่วมที่รุนแรงขึ้นเช่นกัน"

 

ยิ่งกว่านั้น ผลกระทบยังลงลึกถึงระบบนิเวศทางทะเล อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นอาจก่อให้เกิด "ปะการังฟอกขาว" ในวงกว้าง ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อห่วงโซ่อาหาร ความหลากหลายทางชีวภาพ และรายได้จากการท่องเที่ยวทางทะเล ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทย

 

ในเมื่อปัญหาซับซ้อนถึงขนาดนี้ คำถามคือเราจะแก้ด้วยวิธีเดิม ๆ ได้หรือไม่?

 

🔵 [ติดกับดักแก้ปัญหาแบบเดิม ถึงเวลาปฏิรูป "สามน้ำ" หรือยัง?]

นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ รองประธานมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ ชี้ให้เห็นว่าปัญหาใหญ่ของไทยไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขน้ำในเขื่อนเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ "โครงสร้างการบริหารน้ำ" ที่ยังเน้นระบบชลประทานขนาดใหญ่ ทิ้งพื้นที่เกษตรรายย่อยนอกระบบไว้เสี่ยงภัยตามลำพัง

"แม้ตัวเลขปริมาณน้ำในเขื่อนอาจดูอยู่ในระดับครึ่งหนึ่งของความจุ แต่หากพิจารณาเฉพาะน้ำที่สามารถนำมาใช้ได้จริง จะพบว่ามีอยู่เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น"

 

ข้อเสนอของเขาคือการปรับแนวคิดสู่การบริหารจัดการ "สามน้ำ" ได้แก่ น้ำแล้ง น้ำท่วม และน้ำเสีย ให้เป็นระบบเดียวกัน ควบคู่กับการรักษาพื้นที่ชุ่มน้ำในระดับท้องถิ่น ซึ่งทำหน้าที่ทั้งกักเก็บน้ำ รักษาระบบนิเวศ และค้ำจุนความมั่นคงทางอาหารของชุมชน

 

🔵 [อย่าเพิ่งตื่นตระหนก แต่ต้องเตรียมพร้อม — บทเรียนจากการคาดการณ์ที่ผิดพลาด]

ศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติธรรมชาติ ฝากเตือนว่าอย่าเพิ่งด่วนสรุปจากตัวเลขการคาดการณ์ระยะยาว เพราะ "ความแม่นยำของการพยากรณ์อากาศทั่วไปอยู่ในช่วงเพียง 3 เดือนล่วงหน้าเท่านั้น" การคาดการณ์เป็นปีหรือหลายปีมักมีความคลาดเคลื่อนสูง

 

"บทเรียนจากอดีตสะท้อนให้เห็นว่าเคยมีการคาดการณ์ว่าไทยจะเผชิญเอลนีโญต่อเนื่องหลายปี แต่ในความเป็นจริงกลับเกิดลานีญาซึ่งทำให้ฝนตกหนักและน้ำท่วมต่อเนื่องแทน"

 

สิ่งที่ควรทำในตอนนี้จึงไม่ใช่ความตื่นตระหนก แต่คือการ พัฒนาระบบเฝ้าระวังแบบเรียลไทม์ และใช้ข้อมูลจากหลายแหล่งทั้งสหรัฐ ญี่ปุ่น ยุโรป และเอเชีย เพื่อให้การตัดสินใจเชิงนโยบายแม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้น

 

ซูเปอร์เอลนีโญอาจมาหรือไม่มา แต่สิ่งที่แน่นอนกว่าคือ ความสุดโต่งของสภาพอากาศจะไม่หยุดรอให้เราพร้อม วันนี้จึงเป็นโอกาสของไทยที่จะก้าวข้ามการแก้ปัญหาแบบตั้งรับ สู่การบริหารจัดการน้ำอย่างชาญฉลาดและยั่งยืนอย่างแท้จริง

 

คุณคิดว่าระบบบริหารจัดการน้ำของไทยตอนนี้พร้อมรับมือซูเปอร์เอลนีโญแล้วหรือยัง? และรัฐควรเริ่มต้นจากจุดไหนก่อน?