พริษฐ์ แฉ 5 ช่องโหว่ กกต. อุ้มฮั้ว สว. จี้ส่งศาลฟันคดีโกง
04 ส.ค. 2569 | titayu_pur

พริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานวิปฝ่ายค้าน เปิด 5 ช่องโหว่ กกต. เอื้อทุจริตเลือก สว. ทั้งระเบียบหละหลวม-ตั้งอนุกรรมการฟอกขาว จี้เร่งส่งหลักฐานให้ศาลพิสูจน์คดีฮั้ว สว.
ข่าว
04 ส.ค. 2569 | titayu_pur

พริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานวิปฝ่ายค้าน เปิด 5 ช่องโหว่ กกต. เอื้อทุจริตเลือก สว. ทั้งระเบียบหละหลวม-ตั้งอนุกรรมการฟอกขาว จี้เร่งส่งหลักฐานให้ศาลพิสูจน์คดีฮั้ว สว.
KEY
POINTS
4 สิงหาคม 2569 พริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานวิปฝ่ายค้าน พรรคประชาชน เปิดหลักฐานเจาะลึกแฉกระบวนการ โกงเลือก สว. หลังพบพิรุธการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ในช่วงที่ผ่านมา โดยชี้ชัดถึง 5 ช่องโหว่สำคัญ ตั้งแต่การออกระเบียบเอื้อโพยใบสั่ง การตรวจคุณสมบัติหละหลวม ไปจนถึงการปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริต ในวันเลือกตั้งระดับประเทศ พร้อมบี้ให้ กกต. เร่งส่งพยานหลักฐานทั้งคลิปเสียง และเส้นทางการเงินให้ศาลวินิจฉัย เลิกใช้วิธีตั้งอนุกรรมการซ้ำซ้อน เพื่อฟอกขาวคดี ฮั้ว สว. ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมถึงกันยายนนี้
ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวบนเวทีเจาะลึกหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีโกง สว. (ภาคพิเศษ) วิเคราะห์การทำหน้าที่ของ กกต.ที่ผ่านมาเกี่ยวกับการเลือก สว. โดยย้ำว่า กกต.มีหน้าที่หลักในการตรวจสอบการฮั้ว สว. ซึ่งหลายคนก็ไม่ได้ไว้วางใจ กกต.ในการทำหน้าที่ 100% เพราะหากไว้วางใจ คงให้ กกต.ดำเนินการ และให้ความเป็นธรรมกับคดีดังกล่าว
รวมถึงที่ผ่านมา ยังมีหลายพฤติกรรมของ กกต.ที่ทำให้สังคมตั้งคำถามการทำหน้าที่ของ กกต. ทั้งการออกระเบียบการเลือก สว.ที่ไม่รัดกุมเพื่อป้องกันการทุจริต, การตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครที่ยังไม่รอบคอบ, การปล่อยปละละเลยการทุจริตในวันเลือก สว.ระดับประเทศ, ข้อสงสัยการเตะถ่วงคดี-การตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาฟอกขาว และการเตรียมเป่าคดีของ กกต.โดยอ้างว่า หลักฐานไม่เพียงพอ
นายพริษฐ์ ยังย้ำถึงการออกระเบียบการเลือก สว.ที่ไม่รัดกุมเพื่อป้องกันการทุจริตว่า กกต.มีอำนาจในการออกแบบระเบียบที่เกี่ยวข้อง ทั้งการเลือก สว. 3 ฉบับ, การแนะนำตัว 2 ฉบับ และการใช้จ่ายเงินในการเลือก สว. 1 ฉบับ โดยย้ำตัวอย่างการออกแบบของ กกต.ที่ให้ผู้สมัครใช้หมายเลขสมัครเดิม ทั้งรอบเลือกในอาชีพ และรอบเลือกไขว้ระหว่างกลุ่ม ซึ่งแม้จะไม่ผิด แต่ทำให้ขบวนการใช้โพยทำงานได้อย่างสะดวกขึ้น เพราะหากมีการล็อกโหวต ก็สามารถใช้โพยใบสั่งได้ตั้งแต่ก่อนวันเลือก แต่หาก กกต.กำหนดให้มีการจับหมายเลขใหม่ แม้ขบวนการจะมีวิธีใหม่ ๆ แต่ก็ทำให้ขบวนการทุจริตทำงานได้ยากขึ้น ดังนั้น จึงสะท้อนว่า ระเบียบ กกต.ยังไม่รัดกุมเพียงพอ
นายพริษฐ์ ยังกล่าวถึงการวินิจฉัยคุณสมบัติผู้สมัคร สว.ที่ยังเป็นปัญหา โดยยกตัวอย่างกรณีที่มีผู้สมัครขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้าม ที่ กกต.ได้ส่งเรื่องไปยังศาลวินิจฉัย หลังพบผู้สมัครรายหนึ่งยังไม่พ้นจากตำแหน่งทางการเมืองตามระยะเวลาที่กำหนด แต่ปัจจุบันก็ยังมีหลายกรณีที่มีผู้สมัครขาดคุณสมบัติ แต่ กกต.ไม่ได้ตรวจสอบจนสิ้นข้อสงสัย หรือกรณีการกรอกคุณสมบัติคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง เช่น กรณีของนายปราณีต ที่ระบุในใบแนะนำตัวว่า เป็นนักฟุตบอลอาวุโส แต่เมื่อคำนวณอายุภายหลังแล้ว ก็ไม่สามารถมีอายุสูงพอเป็นนักฟุตบอลอาวุโสได้ แต่ กกต.ก็สามารถรับได้กับข้อชี้แจงดังกล่าว รวมถึงกรณีการสมัครผิดกลุ่มระหว่างกลุ่ม 9 กลุ่ม SMEs และกลุ่ม 10 กลุ่มกิจการอื่น ๆ
นายพริษฐ์ กล่าวถึงการปล่อยปละละเลยการทุจริตในวันเลือก สว.ระดับประเทศ โดยเฉพาะในการจัดการกับโพยใบสั่งนั้น กกต.ละเลยให้เกิดการทุจริตหรือไม่ หรืออำนวยความสะดวกให้กับขบวนการทุจริต ซึ่งก่อนที่ กกต.จะเดินเก็บโพย มีการประกาศล่วงหน้าให้ผู้สมัครรับทราบหลายชั่วโมง ซึ่งเสมือนเป็นการบอกข้อสอบล่วงหน้าเพื่อให้ผู้สมัครไหวตัวทัน และนำข้อมูลใน สว.3 เดิม ไปบันทึกไว้ในโพยอื่น และยังมีผู้สมัครคนอื่นฝ่าฝืนคำสั่ง นำเอกสารเข้าไปในสถานที่เลือกด้วย จนกรรมการ กกต.ต้องเดินมาเก็บโพยเอง ซึ่งในเชิงอำนาจนั้น พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 59 ให้อำนาจ กกต.สามารถสั่งระงับ ยกเลิก หรือสั่งให้เลือกใหม่ได้กรณีพบการทุจริต แต่ กกต.ก็ไม่ได้ดำเนินการ
นายพริษฐ์ ระบุถึงข้อสงสัยการเตะถ่วงคดี-การตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาฟอกขาวผู้ถูกกล่าวหา ที่อนุกรรมการฯ 2 ชุดกลับวินิจฉัยสวนทางกัน จนทำให้คดีต้องมาตกอยู่กับกรรมการ กกต.ว่า จะวินิจฉัยอย่างไรภายในปลายเดือนสิงหาคม ถึงต้นกันยายนนี้
ส่วนหลักฐานจะต้องชัดเจนเพียงใด คดีถึงจะไปถึงชั้นศาลได้นั้น นายพริษฐ์ เห็นว่า หน้าที่ของ กกต. คือการวินิจฉัยว่า มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า มีการทุจริตหรือไม่ และหน้าที่ของศาล คือการพิสูจน์หลักฐานการทุจริต ซึ่งหากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริตก็สามารถส่งเรื่องไปยังศาลได้ แต่หลักฐานจะถูกพิสูจน์โดยการพิพากษาของศาล ดังนั้น แค่หลักฐานมีเหตุอันควรเชื่อ ก็ต้องส่งฟ้องไปยังศาลแล้ว และที่ผ่านมาก็ปรากฏหลักฐานเชิงรูปธรรมแล้ว จากการดำเนินการของ กกต.ที่ผ่านมา ในการส่งเรื่องไปยังศาล เช่น กรณีจังหวัดนครราชสีมา เป็นการส่งข้อความไลน์หากันว่า “ผมจะหาให้พี่ 2 คะแนน ผมขอ 1 คะแนนจากพี่” โดยไม่มีการตรวจสอบเส้นทางการเงิน
ดังนั้น ตนจึงขอถามว่า ที่ฝ่ายค้านเปิดเวทีต่าง ๆ นั้น หลักฐานยังไม่ชัดเจนอีกหรือ และหลักฐานโพยใบสั่ง และบัตรการลงคะแนนเลือก สว.ก็น่าจะชัดเจนเพียงพอ ในการส่งให้ศาลพิจารณาต่อไปแล้ว และตนยังมีหลักฐานอื่น ๆ ทั้งเส้นทางการเงิน คลิปเสียง ข้อมูลการนัดหมาย ซึ่งแม้จะเป็นเบาะแสจากพยานบุคคล แต่ก็พิสูจน์ได้ในเชิงวิทยาศาสตร์ หากหน่วยงานตรวจสอบทำหน้าที่ตรงไปตรงมา และนำไปเปรียบเทียบกับกล้องวงจรปิด