เนชั่นทีวี

Nation Story

OPINION: ช็อก! วิจัยชี้คอนเทนต์ “สุขภาพจิต” กว่า 50% อาจไม่จริง?

15 เม.ย. 2569

OPINION: ช็อก! วิจัยชี้คอนเทนต์ “สุขภาพจิต” กว่า 50% อาจไม่จริง?

เรื่องสุขภาพจิตในโซเชียล…เชื่อได้แค่ไหน? ทุกคนเคยเอ๊ะกับคำถามนี้ เหมือนกันไหมคะ ช่วงนี้พลอยเชื่อว่า หลายคนเวลาไม่สบายใจ ไม่ได้ไปหาหมอก่อน แต่สิ่งที่ทำแรกๆ อาจเลือกไป “เสิร์ชใน TikTok” ก่อน

แล้วก็อาจเริ่มคิดว่า “หรือฉันจะเป็นสมาธิสั้น?” “หรือฉันกำลังเป็นซึมเศร้า?” แต่ตอนนี้…อยากให้ทุกคนต้องหยุดอ่านกันนิดนึง

 

เพราะล่าสุด...งานวิจัยใหม่พบว่า มากกว่า 50% หรือเกินครึ่งของคอนเทนต์ “สุขภาพจิต” ในโซเชียล คือ “ข้อมูลที่ผิด หรือไม่มีหลักฐานรองรับ” โดยเฉพาะใน TikTok!!

 

นักวิจัยวิเคราะห์โพสต์กว่า 5,000 โพสต์ เกี่ยวกับภาวะต่างๆ อย่าง ADHD (โรคสมาธิสั้น) ออทิสติก ซึมเศร้า วิตกกังวล OCD หรือโรคย้ำคิดย้ำทำ หรือโรคการกินผิดปกติ

 

ผลคือ สูงสุดถึง 56% ที่ “ไม่แม่นยำ หรือไม่มีหลักฐาน” ซึ่งแพลตฟอร์มที่น่าห่วงที่สุด คือ TikTok มีข้อมูลผิด เกี่ยวกับ ADHD กว่า 52% ตามมาด้วย YouTube 22% และ Facebook 15%

 

🧐 ทำไมเรื่องนี้น่ากังวล?

เพราะตอนนี้ “โซเชียล” กลายเป็นที่ที่วัยรุ่นใช้ “วินิจฉัยตัวเอง” ข้อมูลจาก World Health Organization บอกว่า

เด็กและวัยรุ่น 1 ใน 7 คน มีปัญหาสุขภาพจิต และโรคเหล่านี้เป็นสาเหตุหลักของความเจ็บป่วยในวัยนี้

 

ปัญหาคือ…การดูคลิปแล้ว “รู้สึกว่าใช่” อาจทำให้เข้าใจผิดว่าตัวเองป่วย หรือมองพฤติกรรมธรรมดาเป็นโรค และมันไปไกลกว่านั้น นักวิจัยเตือนว่า ข้อมูลผิดอาจทำให้คนกลัวที่จะขอความช่วยเหลือ หรือไปเชื่อวิธีรักษาที่ไม่มีหลักฐาน สุดท้ายทำให้ “รักษาช้า”

 

การรู้จักตัวเองผ่านคอนเทนต์ “ไม่ผิด” แต่มันควรเป็นแค่ จุดเริ่มต้นไม่ใช่ “ข้อสรุป” ถ้าดูแล้วรู้สึกว่าเราอาจจะเข้าข่ายเป็นแบบนั้น สิ่งที่ควรทำตามมาคือ ไปคุยกับผู้เชี่ยวชาญ ตรวจประเมินจริง และอย่าด่วนตัดสินตัวเองจากคลิปสั้น ๆ

🗣️ฟังคำชี้แจงจากแต่ละแพลตฟอร์ม….

เริ่มที่ TikTok บอกว่า งานวิจัยนี้อาจใช้ข้อมูลเก่าและยืนยันว่า มีการลบข้อมูลสุขภาพที่อันตรายรวมถึงเชื่อมโยงข้อมูลจาก WHO

 

ส่วน YouTube บอกว่า มีการดันคอนเทนต์จากแหล่งที่เชื่อถือได้ และมีมาตรการปกป้องวัยรุ่น

 

มองไปวันพรุ่งนี้ โลกวันนี้ข้อมูลเข้าถึงง่ายมากจริงๆ ค่ะ แต่ “ความจริง” เหมือนจะยิ่งหายาก เพราะการสร้างคอรเทนต์เป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ทำได้

 

อย่าให้คลิป 30 วินาทีมาตัดสินว่าเราเป็นอะไร เพราะสุขภาพจิต ไม่ใช่เรื่องที่ดูแล้ว “รู้เลย” แต่ต้องเข้าใจ และดูแลอย่างจริงจัง มีข้อสงสัยอะไรพบผู้เชี่ยวชาญดีที่สุด และอย่าลืมปลูกฝังการ “เอ๊ะ” ให้กับเด็กๆ เพื่อเป็นเกราะป้องกันในยุคที่ใครๆ ก็เข้าถึงโซเชียลได้ง่ายไปหมด เพื่อภูมิคุ้มกันในการป้องกันตัวเองจากข้อมูลเท็จนะคะ