เนชั่นทีวี

Nation Story

มิน อ่อง หล่าย เยือนไทย ท่ามกลางวิกฤตยาเสพติด-สแกมเมอร์: Diplomacy แบบใด...ใครได้ประโยชน์จริง?

04 ส.ค. 2569 | กองบรรณาธิการ Nation STORY

มิน อ่อง หล่าย เยือนไทย ท่ามกลางวิกฤตยาเสพติด-สแกมเมอร์: Diplomacy แบบใด...ใครได้ประโยชน์จริง?

พลเอกอาวุโส มิน อ่องหล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา เตรียมเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในวันที่ 6-7 สิงหาคมนี้ ซึ่งนับเป็นการเยือนชาติอาเซียนแห่งที่สอง ท่ามกลางสภาวะตึงเครียดที่ภาพลักษณ์ของไทยกำลังถูกบ่อนทำลายอย่างหนัก จากวิกฤตการลักลอบขนส่งยาเสพติดข้ามชาติและแก๊งสแกมเมอร์ลุ่มน้ำโขง

พลเอกอาวุโส มิน อ่องหล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา เตรียมเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในวันที่ 6-7 สิงหาคมนี้ ซึ่งนับเป็นการเยือนชาติอาเซียนแห่งที่สอง ท่ามกลางสภาวะตึงเครียดที่ภาพลักษณ์ของไทยกำลังถูกบ่อนทำลายอย่างหนัก จากวิกฤตการลักลอบขนส่งยาเสพติดข้ามชาติและแก๊งสแกมเมอร์ลุ่มน้ำโขง

KEY

POINTS

  • พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย เยือนไทยเพื่อหารือปัญหาวิกฤตยาเสพติดและเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ ซึ่งมีฐานการผลิตใหญ่ในเมียนมาและส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อไทย
  • เมียนมาถูกระบุว่าเป็นแหล่งผลิตยาเสพติด (เมทแอมเฟตามีน) ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค โดยฐานการผลิตในรัฐฉานมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับแก๊งสแกมเมอร์ออนไลน์ที่ควบคุมโดยกลุ่มติดอาวุธ
  • การเยือนครั้งนี้ถูกมองว่าผู้นำเมียนมาได้ประโยชน์ด้านความชอบธรรมทางการทูต (ได้ "แสง") ขณะที่ไทยมีความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับความร่วมมือในการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง 

🔵[ฉากหลังการก้าวสู่อำนาจและภารกิจเยือนไทย]

การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมาของ พลเอกอาวุโส มิน อ่องหล่าย หลังคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งประเทศฝั่งประชาธิปไตยส่วนใหญ่ปฏิเสธที่จะยอมรับในความโปร่งใส ถูกนักวิเคราะห์มองว่า เป็นเพียงการสลัดเครื่องแบบทหารมาสวมชุดพลเรือน เนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 2551 ของเมียนมา บัญญัติห้ามไม่ให้นายทหารและข้าราชการประจำดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

 

แต่ในความเป็นจริง เขายังคงกุมอำนาจอยู่เหนือกองทัพอย่างเบ็ดเสร็จ พร้อมทั้งวางรากฐานอำนาจมาตั้งแต่สมัยเป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ โดยใช้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์จัดตั้ง "สภาที่ปรึกษาแห่งรัฐ" และแต่งตั้งตนเองเป็นประธาน

 

การเดินทางเยือนประเทศไทยครั้งนี้ ถือเป็นการเยือนประเทศสมาชิกอาเซียนแห่งที่ 2 ต่อจากประเทศลาว โดยมีวาระสำคัญเร่งด่วนที่ต้องหารือ ตั้งแต่การสร้างสันติภาพในเมียนมา ปัญหาสิ่งแวดล้อม วิกฤตยาเสพติด ไปจนถึงเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ ซึ่งสำหรับประเทศไทย ประเด็นคดีอาชญากรรมและยาเสพติดในช่วงที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบสะเทือนต่อภาพลักษณ์ในระดับสากลอย่างรุนแรง

🔵[มรสุมยาเสพติด: 1.9 ล้านคนไทยในวงจรอุบาทว์]

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขของไทยระบุว่า ในปี 2569 มีคนไทยที่เป็นผู้ใช้สารเสพติดสูงถึงประมาณ 1.9 ล้านคน โดยเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ด หรือ "ยาบ้า" ยังคงครองอันดับหนึ่ง รองลงมาคือ เฮโรอีน และเมทแอมเฟตามีนชนิดผลึก หรือ "ยาไอซ์"

 

สะท้อนได้จากคดีระดับสากลเมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา เมื่อสำนักงานตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย (AFP) เข้าจับกุมหญิงชาวไทยวัย 26 ปี ซึ่งเป็นพนักงานต้อนรับบนเที่ยวบินของการบินไทย พร้อมของกลางเฮโรอีนน้ำหนักกว่า 1 กิโลกรัม ซุกซ่อนในกระเป๋าเดินทาง 12 ใบ ณ สนามบินเมลเบิร์น จากการสืบสวนขยายผลของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ของไทย พบว่ายาเสพติดล็อตนี้มีต้นทางมาจากเครือข่ายของ กองทัพสหรัฐว้า (UWSA) หรือ "ว้าแดง" ที่ใช้ประเทศไทยเป็นจุดพักและส่งออกยาเสพติดข้ามชาติ

 

ขณะเดียวกัน รายงานล่าสุด Synthetic Drugs in East and South East Asia จากสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ระบุว่า สถิติการยึดยาเสพติดประเภทเมทแอมเฟตามีนได้ทำสถิติพุ่งสูงขึ้นครั้งใหม่ โดยความไม่มั่นคงทางการเมืองและการสู้รบในเมียนมา กลายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักที่เร่งการผลิตยาเสพติด โดยเมียนมาถูกระบุว่าเป็นแหล่งผลิตเมทแอมเฟตามีนรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเท่าที่มีการตรวจพบในปี 2568 และ 2569

🔵[รังใหญ่ลุ่มน้ำโขง: ยาเสพติด สแกมเมอร์ และสตาร์ลิงก์]

รายงานของ UNODC เปิดเผยสถิติอันน่าตกใจว่า ปริมาณเมทแอมเฟตามีนที่ยึดได้ในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมกันกว่า 327 ตัน ในปี 2568 นั้น มีมากถึง 94% ที่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ได้แก่ ไทย กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม

 

ยิ่งไปกว่านั้น ในจำนวนยาบ้าที่ยึดได้ทั่วยุโรปและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวม 1.9 พันล้านเม็ดนั้น ถูกตรวจยึดได้ในประเทศไทยแห่งเดียวสูงถึง 1.2 พันล้านเม็ด คิดเป็นสถิติที่พุ่งสูงขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 10% (ขณะที่ภาพรวมทั้งภูมิภาคเพิ่มขึ้นถึง 62%) โดย UNODC ชี้ว่า พื้นที่ทางตอนเหนือของรัฐฉานภายใต้อิทธิพลของกลุ่มอาชญากรและกองกำลังติดอาวุธชนกลุ่มน้อย ยังคงเป็นฐานการผลิตยาเสพติดขนาดใหญ่ที่ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากภาวะสงครามหรือความเสื่อมถอยทางการเมืองในเมียนมา

 

ประเด็นที่น่าจับตาคือ การที่ทางการเมียนมาเข้าทลายรังผลิตยาเสพติดสังเคราะห์ 16 แห่งในเมืองสีป้อและเมืองไหย ทางตอนเหนือของรัฐฉาน เมื่อเดือนมกราคม 2569 ได้เผยให้เห็นภาพความเชื่อมโยงระหว่าง "การผลิตยาเสพติด" กับ "อุตสาหกรรมสแกมเมอร์ออนไลน์" อย่างชัดเจน

 

เนื่องจากในการบุกจับกุม เจ้าหน้าที่ยึดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และ จานรับสัญญาณอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมสตาร์ลิงก์ (Starlink) ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากแหล่งผลิตยาเสพติดเพียง 800 เมตร เท่านั้น พร้อมพบร่องรอยการค้ามนุษย์ การฟอกเงิน และการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับกองกำลังติดอาวุธชนกลุ่มน้อยที่ครองพื้นที่ รวมถึงศูนย์สแกมเมอร์ชื่อดังอย่าง เคเค พาร์ค (KK Park),ชเวโก๊กโก๋ และ ไท่ฉาง ในรัฐกะเหรี่ยง

 

🔵[การเมืองต่างตอบแทน: เมียนมาได้ 'แสง' ไทยได้อะไร?]

การพบกันระหว่าง พลเอกอาวุโส มิน อ่องหล่าย กับ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ถูกจับตามองเป็นพิเศษจากนักวิเคราะห์ทั่วโลก โดยฝั่งผู้นำเมียนมามาพร้อมความหวังที่จะใช้ไทยเป็นสวรรค์ทางการทูตในการหวนคืนสู่เวทีนานาชาติ ขณะที่ฝั่งไทยต้องการให้เมียนมาปลดล็อกมาตรการจำกัดการส่งออกสินค้าบริเวณชายแดน หลังเศรษฐกิจการค้าชายแดนด้านกัมพูชาและเมียนมาได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการปิดด่าน

 

ที่ผ่านมา รัฐบาลเมียนมาได้ผลักดันนโยบายใช้อุปโภคบริโภคที่ผลิตในประเทศ (Made in Myanmar) เพื่อป้องกันเงินตราต่างประเทศไหลออก ส่งผลให้สินค้าไทยหลายรายการถูกกีดกันแม้ประชาชนในประเทศจะขาดแคลน นอกจากนี้ ไทยยังมีประเด็นร้อนที่ต้องเจรจา ทั้งปัญหาสารเคมีปนเปื้อนในแม่น้ำกก และวิกฤตหมอกควันข้ามแดน

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิรัฐศาสตร์ประเมินตรงกันว่า การมาเยือนไทยครั้งนี้ ผู้นำเมียนมาได้ "แสง" และความชอบธรรมทางการทูตไปเต็มๆ ส่วนความคาดหวังของไทยที่จะได้รับความร่วมมือจริงจังในการปราบปรามยาเสพติดเพื่อกอบกู้ภาพลักษณ์นั้น "อาจยังเป็นไปได้ยาก" เพราะที่ผ่านมา รัฐบาลทหารเมียนมาชินชากับแรงกดดันภายนอก เมินเฉยต่อมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป และก่อนเดินทางมาไทย มิน อ่องหล่าย ยังประกาศจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่ยอมรับเงื่อนไขทางการเมืองจากอาเซียน และจะเดินหน้าแก้ไขปัญหาตามโรดแมปที่ตนเองกำหนดเท่านั้น

 

🔵[ผลประโยชน์ชายแดน vs ความเสี่ยง 'เวทีสร้างแสง'] 

การเยือนประเทศไทยของ พลเอกอาวุโส มิน อ่องหล่าย ไม่ใช่แค่เรื่องของความสัมพันธ์ทางการทูตทวิภาคี แต่คือการเดิมพันบนกระดานภูมิรัฐศาสตร์ที่มีวิกฤตยาเสพติดและเครือข่ายสแกมเมอร์ลุ่มน้ำโขงเป็นเงาตามตัว การที่ไทยเปิดประตูต้อนรับอาจช่วยคลายล็อกการค้าชายแดนได้บางส่วน แต่หากไร้ซึ่งพันธสัญญาที่ชัดเจนในการปราบปรามรังยาเสพติดและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเมียนมา ไทยก็อาจกลายเป็นเพียง "เวทีสร้างแสง" ให้กับผู้นำทหารเมียนมา โดยที่ปัญหายาเสพติดข้ามชาติยังคงกัดกินภาพลักษณ์ของประเทศต่อไปไม่สิ้นสุด

 

คุณคิดว่าการเปิดโต๊ะเจรจากับผู้นำเมียนมาในครั้งนี้ ไทยจะได้ประโยชน์จริงในการแก้ปัญหายาเสพติดและสแกมเมอร์ หรือเป็นเพียงการให้ "แสงทางการทูต" แก่รัฐบาลทหารเมียนมา?

ข่าวล่าสุด