🔵[รังใหญ่ลุ่มน้ำโขง: ยาเสพติด สแกมเมอร์ และสตาร์ลิงก์]
รายงานของ UNODC เปิดเผยสถิติอันน่าตกใจว่า ปริมาณเมทแอมเฟตามีนที่ยึดได้ในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมกันกว่า 327 ตัน ในปี 2568 นั้น มีมากถึง 94% ที่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ได้แก่ ไทย กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม
ยิ่งไปกว่านั้น ในจำนวนยาบ้าที่ยึดได้ทั่วยุโรปและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวม 1.9 พันล้านเม็ดนั้น ถูกตรวจยึดได้ในประเทศไทยแห่งเดียวสูงถึง 1.2 พันล้านเม็ด คิดเป็นสถิติที่พุ่งสูงขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 10% (ขณะที่ภาพรวมทั้งภูมิภาคเพิ่มขึ้นถึง 62%) โดย UNODC ชี้ว่า พื้นที่ทางตอนเหนือของรัฐฉานภายใต้อิทธิพลของกลุ่มอาชญากรและกองกำลังติดอาวุธชนกลุ่มน้อย ยังคงเป็นฐานการผลิตยาเสพติดขนาดใหญ่ที่ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากภาวะสงครามหรือความเสื่อมถอยทางการเมืองในเมียนมา
ประเด็นที่น่าจับตาคือ การที่ทางการเมียนมาเข้าทลายรังผลิตยาเสพติดสังเคราะห์ 16 แห่งในเมืองสีป้อและเมืองไหย ทางตอนเหนือของรัฐฉาน เมื่อเดือนมกราคม 2569 ได้เผยให้เห็นภาพความเชื่อมโยงระหว่าง "การผลิตยาเสพติด" กับ "อุตสาหกรรมสแกมเมอร์ออนไลน์" อย่างชัดเจน
เนื่องจากในการบุกจับกุม เจ้าหน้าที่ยึดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และ จานรับสัญญาณอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมสตาร์ลิงก์ (Starlink) ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากแหล่งผลิตยาเสพติดเพียง 800 เมตร เท่านั้น พร้อมพบร่องรอยการค้ามนุษย์ การฟอกเงิน และการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับกองกำลังติดอาวุธชนกลุ่มน้อยที่ครองพื้นที่ รวมถึงศูนย์สแกมเมอร์ชื่อดังอย่าง เคเค พาร์ค (KK Park),ชเวโก๊กโก๋ และ ไท่ฉาง ในรัฐกะเหรี่ยง
🔵[การเมืองต่างตอบแทน: เมียนมาได้ 'แสง' ไทยได้อะไร?]
การพบกันระหว่าง พลเอกอาวุโส มิน อ่องหล่าย กับ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ถูกจับตามองเป็นพิเศษจากนักวิเคราะห์ทั่วโลก โดยฝั่งผู้นำเมียนมามาพร้อมความหวังที่จะใช้ไทยเป็นสวรรค์ทางการทูตในการหวนคืนสู่เวทีนานาชาติ ขณะที่ฝั่งไทยต้องการให้เมียนมาปลดล็อกมาตรการจำกัดการส่งออกสินค้าบริเวณชายแดน หลังเศรษฐกิจการค้าชายแดนด้านกัมพูชาและเมียนมาได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการปิดด่าน
ที่ผ่านมา รัฐบาลเมียนมาได้ผลักดันนโยบายใช้อุปโภคบริโภคที่ผลิตในประเทศ (Made in Myanmar) เพื่อป้องกันเงินตราต่างประเทศไหลออก ส่งผลให้สินค้าไทยหลายรายการถูกกีดกันแม้ประชาชนในประเทศจะขาดแคลน นอกจากนี้ ไทยยังมีประเด็นร้อนที่ต้องเจรจา ทั้งปัญหาสารเคมีปนเปื้อนในแม่น้ำกก และวิกฤตหมอกควันข้ามแดน
ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิรัฐศาสตร์ประเมินตรงกันว่า การมาเยือนไทยครั้งนี้ ผู้นำเมียนมาได้ "แสง" และความชอบธรรมทางการทูตไปเต็มๆ ส่วนความคาดหวังของไทยที่จะได้รับความร่วมมือจริงจังในการปราบปรามยาเสพติดเพื่อกอบกู้ภาพลักษณ์นั้น "อาจยังเป็นไปได้ยาก" เพราะที่ผ่านมา รัฐบาลทหารเมียนมาชินชากับแรงกดดันภายนอก เมินเฉยต่อมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป และก่อนเดินทางมาไทย มิน อ่องหล่าย ยังประกาศจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่ยอมรับเงื่อนไขทางการเมืองจากอาเซียน และจะเดินหน้าแก้ไขปัญหาตามโรดแมปที่ตนเองกำหนดเท่านั้น
🔵[ผลประโยชน์ชายแดน vs ความเสี่ยง 'เวทีสร้างแสง']
การเยือนประเทศไทยของ พลเอกอาวุโส มิน อ่องหล่าย ไม่ใช่แค่เรื่องของความสัมพันธ์ทางการทูตทวิภาคี แต่คือการเดิมพันบนกระดานภูมิรัฐศาสตร์ที่มีวิกฤตยาเสพติดและเครือข่ายสแกมเมอร์ลุ่มน้ำโขงเป็นเงาตามตัว การที่ไทยเปิดประตูต้อนรับอาจช่วยคลายล็อกการค้าชายแดนได้บางส่วน แต่หากไร้ซึ่งพันธสัญญาที่ชัดเจนในการปราบปรามรังยาเสพติดและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเมียนมา ไทยก็อาจกลายเป็นเพียง "เวทีสร้างแสง" ให้กับผู้นำทหารเมียนมา โดยที่ปัญหายาเสพติดข้ามชาติยังคงกัดกินภาพลักษณ์ของประเทศต่อไปไม่สิ้นสุด
คุณคิดว่าการเปิดโต๊ะเจรจากับผู้นำเมียนมาในครั้งนี้ ไทยจะได้ประโยชน์จริงในการแก้ปัญหายาเสพติดและสแกมเมอร์ หรือเป็นเพียงการให้ "แสงทางการทูต" แก่รัฐบาลทหารเมียนมา?