เนชั่นทีวี

Nation Story

OPINION : ปอกเปลือก ‘เหล็ก IF’ ไร้เตาปรุง: ภัยเงียบตึกสูง กับรูรั่วกฎหมายที่ต้องปิดตาย

10 มิ.ย. 2569 | เนตรทราย อัมพชาติ

OPINION : ปอกเปลือก ‘เหล็ก IF’ ไร้เตาปรุง: ภัยเงียบตึกสูง กับรูรั่วกฎหมายที่ต้องปิดตาย

การกลับมาเปิดดำเนินการอีกครั้งของโรงงานเหล็ก "ซินเคอหยวน" ภายใต้การไฟเขียวของภาครัฐ ได้กลายเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลใจให้แก่สังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ในมิติของความปลอดภัยในโรงงาน (เช่น ระบบอัคคีภัย) จะได้รับการแก้ไขจนผ่านเกณฑ์ 

แต่สิ่งที่เป็น "ระเบิดเวลา" ลูกจริง และเป็นคนละเรื่องกับความปลอดภัยของตัวอาคารโรงงาน คือมาตรฐานของผลิตภัณฑ์เหล็กเส้นที่จะถูกส่งกระจายออกไปใช้ในงานก่อสร้างอาคารและโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ 

เรื่องนี้ คุณอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี จากพรรครวมไทยสร้างชาติ อดีตทีมทำงานใกล้ชิดในยุคของ รมว.ขิง-เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ได้ให้สัมภาษณ์ชำแหละข้อมูลกับเนชั่นไว้อย่างน่าสนใจ เพื่อชี้ให้เห็นว่าเหตุใดเทคโนโลยีการหลอมเหล็กที่เรียกว่า "เหล็ก IF" ในวันที่ไม่มี "เตาปรุง" ถึงกลายเป็นภัยเงียบที่เสี่ยงต่อการเกิดโศกนาฏกรรมตึกถล่มมากที่สุด



🔵 [ชำแหละเนื้อใน ‘เหล็ก IF’ ความเสี่ยงขยะเทคโนโลยีที่พึ่งพาดวง] 


เหล็ก IF (Induction Furnace) หรือเทคโนโลยีเตาหลอมแบบเหนี่ยวนำไฟฟ้า เป็นนวัตกรรมเก่าที่ปัจจุบันประเทศจีนแผ่นดินใหญ่รวมถึงหลายประเทศทั่วโลกประกาศ "สั่งแบน" และโละทิ้งไปแล้ว เนื่องจากควบคุมคุณภาพยากและสร้างมลพิษสูง 

แต่กลุ่มทุนกลับหอบหิ้วเครื่องจักรเหล่านี้เข้ามาตั้งฐานในไทย โดยเปลี่ยนวิธีจากการถลุงแร่เหล็กในอดีต มาเป็นการนำ "เศษเหล็ก" ในประเทศมาหลอมใหม่แทน

ความน่ากลัวขั้นสุดของเหล็ก IF คือกระบวนการผลิตนี้ "ไม่มีเตาปรุงน้ำเหล็ก" (Ladle Furnace) ซึ่งทำหน้าที่สำคัญในการคัดแยกสิ่งเจือปนและปรับสมดุลสารเคมีก่อนจะหล่อออกมาเป็นเหล็กเส้น เมื่อไม่มีเตาปรุง คุณภาพของเหล็กที่ได้จึงขึ้นอยู่กับ "ดวง" และคุณภาพของเศษเหล็กที่ใส่ลงไปแบบ 100%

หากโรงงานเลือกใช้เศษเหล็กจากโรงงานประกอบรถยนต์ชั้นนำ เนื้อเหล็กที่ได้ก็อาจจะมีคุณภาพดี แต่หากโรงงานลักไก่ไปซื้อเศษเหล็กตามเซียงกงที่มีสนิมและสิ่งเจือปนจำนวนมาก เหล็กเส้นที่ผลิตออกมาก็จะเป็นเหล็กคุณภาพต่ำที่มีค่าสารเคมีเพี้ยน เนื้อเหล็กเปราะบาง และน้ำหนักเบากว่ามาตรฐาน ซึ่งต่างจากระบบเตาอาร์คไฟฟ้า (EAF) ของโรงงานมาตรฐานที่มีระบบเตาปรุงน้ำเหล็กคอยคัดท้ายคุณภาพอยู่เสมอ
 


🔵 [เปิดโปงอภินิหารกฎหมาย คำว่า "หรือ" ที่เปิดช่องให้ตบตาผลตรวจ] 


ปมปริศนาที่สังคมคาดไม่ถึงคือ ในรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ฉบับเริ่มต้นระบุไว้ชัดเจนว่าโรงงานแห่งนี้ต้องมีเตาปรุง แต่ในความเป็นจริงกลับไม่มีการติดตั้ง 

ยิ่งไปกว่านั้น กฎเกณฑ์ของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ยังเปิดช่องโหว่ขนาดใหญ่ด้วยการระบุข้อความปลายเปิดว่า โรงงานต้องมีเตาปรุง "หรือทำโดยวิธีการอื่นให้เหล็กมีประสิทธิภาพ" 

คำว่า "หรือใช้วิธีอื่น" กลายเป็นรูรั่วที่อันตรายที่สุด เพราะเปิดช่องให้โรงงานใช้วิธีนำเศษเหล็กคุณภาพสูงมาหลอมโชว์เฉพาะในช่วงที่มีการสุ่มตรวจเครื่องจักร เพื่อให้ผลลัพธ์ผ่านเกณฑ์มาตรฐานและได้ใบอนุญาตมาครอบครอง แต่เมื่อเปิดไลน์รันเครื่องผลิตจริงเพื่อจำหน่ายในระบบอุตสาหกรรม กลับไม่มีกลไกใดที่จะสามารถการันตีได้เลยว่าผู้บริโภคจะได้เหล็กที่มีความปลอดภัยเท่าเดิมหรือไม่

🔵 [เจ็บแล้วต้องจำ: 3 ข้อเรียกร้องเพื่อความปลอดภัยระดับชาติ] 


บทเรียนราคาแพงจากเหตุการณ์ตึกถล่มในอดีต คือสิ่งเตือนใจว่าประเทศไทยไม่ควรทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น การปล่อยให้เหล็กไร้เตาปรุงแทรกซึมเข้าสู่ระบบก่อสร้าง คือการนำชีวิตของประชาชนไปแขวนไว้บนความเสี่ยง ข้อเสนอเชิงนโยบายที่เด็ดขาดและต้องเร่งดำเนินการทันทีมีอยู่ 3 ข้อหลัก

 

📌สั่งแบนในงานโครงสร้างใหญ่: ภาครัฐต้องออกกฎข้อบังคับอย่างชัดเจน ห้ามนำเหล็กที่ผลิตด้วยระบบ IF ไปใช้ในการก่อสร้างอาคารสูงและโครงการโครงสร้างพื้นฐานของรัฐอย่างเด็ดขาด

📌ลบคำหลบเลี่ยงในกฎหมาย: สมอ. ต้องประชุมคณะกรรมการวิชาการ (กว.) อย่างเร่งด่วนเพื่อแก้เกณฑ์มาตรฐาน ตัดคำว่า "หรือใช้วิธีอื่น" ทิ้งไป และบังคับให้โรงงานเหล็กทุกแห่งต้องมี "เตาปรุง" เท่านั้น

📌เปลี่ยนวิธีตรวจเป็นสุ่มทุกเตาหลอม: ต้องเปลี่ยนระบบการตรวจสภาพอุตสาหกรรมเป็นการสุ่มตรวจในทุกๆ เตาหลอม (Heat) ในช่วงที่มีการผลิตจริง เพื่อป้องกันการสวมรอยใชวัตถุดิบไร้คุณภาพในช่วงการทดสอบ



🔵 [บทสรุป: ราคาของความมักง่าย ที่อาจต้องจ่ายด้วยชีวิต] 


การส่งเสียงเตือนในครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของข้อพิพาททางธุรกิจหรือตัวบทกฎหมาย แต่คือหน้าที่ของภาคสังคมในการร่วมกันกดดันให้ภาครัฐปิดช่องโหว่ทางกฎเกณฑ์ และยกระดับมาตรฐานวัสดุก่อสร้างไทยให้ปลอดภัยอย่างแท้จริง ก่อนที่ความมักง่ายของกลุ่มทุนจะกลายเป็นต้นเหตุของโศกนาฏกรรมครั้งใหม่ที่ต้องชดใช้ด้วยชีวิตของประชาชน 

ในยุคที่ตึกสูงระฟ้ากำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่มาตรฐานวัสดุฐานรากกลับถูกตั้งคำถาม เรื่องนี้จึงเป็นเครื่องเตือนใจว่า ความปลอดภัยของโครงสร้างอาคารไม่ได้อยู่แค่ภาพลักษณ์ภายนอกที่สวยงาม แต่อยู่ที่เนื้อในของเหล็กทุกเส้นที่ค้ำจุนอาคารนั้นไว้ 

เมื่อช่องโหว่ทางกฎหมายและผลประโยชน์ทางธุรกิจยังคงดำเนินอยู่ คำถามสำคัญที่พวกเราทุกคนในฐานะผู้อยู่อาศัยและผู้บริโภคต้องคิดต่อคือ "เราจะยอมปล่อยให้อาคารสูงและโครงสร้างพื้นฐานที่พวกเราและลูกหลานต้องใช้ชีวิตอยู่ทุกวัน ถูกค้ำยันไว้ด้วย ‘เหล็กพึ่งดวง’ ที่ไร้เตาปรุงแบบนี้ต่อไปจริงๆ หรือ? 

และถึงเวลาแล้วหรือยังที่ภาครัฐต้องเลิกเกรงใจกลุ่มทุน แล้วหันมาปกป้องชีวิตของประชาชนอย่างเด็ดขาดเสียที?