เนชั่นทีวี

Nation Story

ARTICLE: เจาะลึกปมร้อน 5 มิ.ย. บอร์ดสรรหา กสทช. เผชิญ "กำแพงข้อมูล" เอกสารลับถูกบล็อก? ท้าทายกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์

04 มิ.ย. 2569 | ธีรวัฒน์ เจริญยศ

ARTICLE: เจาะลึกปมร้อน 5 มิ.ย. บอร์ดสรรหา กสทช. เผชิญ "กำแพงข้อมูล" เอกสารลับถูกบล็อก? ท้าทายกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์

เมื่อ "ข้อมูล" ที่ควรจะอยู่บนโต๊ะพิจารณา กลับถูกล็อคกุญแจด้วยเหตุผลทางธุรการและข้ออ้างเรื่องความเป็นส่วนตัว... สังคมไทยควรจะตั้งคำถามอย่างไรดี? ในวันที่คณะกรรมการสรรหา กสทช. กำลังจะชี้ชะตาคุณสมบัติของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ วันที่ 5 มิถุนายนนี้ พวกเขาจะสามารถทลาย "กำแพงข้อมูล" นี้ได้สำเร็จ หรือเรื่องนี้จะกลายเป็นเพียงพิธีกรรมทางกฎหมายที่ว่างเปล่า?

🔵 [ชนวนเหตุ: เมื่อเวทีตรวจสอบคุณสมบัติประธาน กสทช. เจอตอ?]


การประชุมคณะกรรมการสรรหา กสทช. นัดที่ 2 ในวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ณ อาคารรัฐสภา กำลังกลายเป็นจุดวัดใจครั้งใหญ่ หลังจากนัดแรกมีมติเสียงข้างมากอย่างชัดเจนแล้วว่า "คณะกรรมการสรรหามีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับคุณสมบัติของประธาน กสทช. ได้"

แต่คำถามที่น่าคิดคือ ทำไมยิ่งใกล้ถึงวันประชุม อุปสรรคในการเข้าถึงข้อมูลสำคัญกลับเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับมี "มือที่มองไม่เห็น" คอยตั้งกำแพงขวางกั้น?

แหล่งข่าวระดับสูงจากรัฐสภาเผยข้อมูลสุดช็อกว่า แฟ้มประชุมในครั้งนี้สะท้อนภาวะ "ทางตัน" ของการตรวจสอบ เมื่อคณะกรรมการสรรหาฯ ได้ขอข้อมูลและหลักฐานจากหลายหน่วยงานรัฐเพื่อนำมาประกอบดุลพินิจ แต่กลับได้รับการปฏิเสธในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น

  • สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา: ปฏิเสธส่ง "รายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของ กมธ. ICT" โดยอ้างว่ารายงานนี้ยังเป็นเพียงเอกสารดำเนินงานภายใน ยังไม่สมบูรณ์ และวุฒิสภาชุดเดิมยังไม่ได้ลงมติเห็นชอบก่อนสิ้นสุดวาระ
  • ก.ล.ต. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์): ปฏิเสธส่งสำเนาหนังสือสำคัญ โดยอ้างว่าเป็น "ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ปรากฏชื่อ" พึงสงวนไว้ไม่เปิดเผย
  • สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน: ยังไม่มีหนังสือตอบกลับเกี่ยวกับเอกสารของมหาวิทยาลัยมหิดลที่เคยถูกอ้างถึง

"กรรมการสรรหาไม่ได้ต้องการให้หน่วยงานใดมารับรองว่าเอกสารสมบูรณ์หรือไม่ แต่เราต้องการข้อมูลและหลักฐานที่เคยตรวจสอบมาแล้ว เพื่อใช้ดุลพินิจเอง ปัญหาคือทำไมเอกสารสำคัญเหล่านี้ถึงไม่ถูกส่งมาให้พิจารณาตั้งแต่ต้น" — แหล่งข่าวระดับสูงในรัฐสภากล่าวด้วยความอัดอั้น



🔵 [เบื้องหลัง "กำแพงราชการ" ปัญหาธุรการจริงหรือมีนัยการเมือง?]


หากเราเจาะลึกเข้าไปในปมปฏิเสธของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา หลายฝ่ายเริ่มตั้งข้อสังเกตว่า รายงานของ กมธ. ICT ที่ตรวจสอบปมคุณสมบัติของ นพ.สรณ ไว้อย่างละเอียดนั้น แท้จริงแล้วเสร็จสมบูรณ์ในระดับกรรมาธิการนานแล้ว แต่กลับ "ไม่เคยถูกบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมวุฒิสภา" ในสมัยที่ ศ.พิเศษ พรเพชร วิชิตชลชัย เป็นประธานวุฒิสภา

เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงช่องโหว่ทางกฎหมายและระบบราชการไทยในการตรวจสอบจริยธรรมผู้บริหารระดับสูงอย่างไรบ้าง?

เรื่องนี้ทำให้ ดร.วิษณุ วรัญญู รองประธานศาลปกครองสูงสุด ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการสรรหาฯ แสดงความไม่พอใจอย่างมาก เพราะมองว่าหากเป็นเอกสารสำคัญและกลัวรั่วไหล ก็ควรส่งมาในลักษณะ "เอกสารลับ" ให้กรรมการใช้ดุลพินิจ ไม่ใช่เลือกที่จะปิดกั้นข้อมูลทั้งหมด



🔵 [เกมรุกนอกระบบ: เมื่อภาคประชาชนบุกยื่นหลักฐานตรงถึงมือบอร์ด]


เมื่อระบบธุรการปกติส่อแววจะกลายเป็นทางตัน สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ (สร.ทช.) และเครือข่ายสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง จึงตัดสินใจเดินเกมรุกด้วยการ "ยื่นหนังสือและเอกสารตรง" ถึงมือบอร์ดสรรหาที่เหลือทั้ง 6 คน เพื่อเลี่ยงปัญหาเอกสารตกค้างในระบบราชการ

ประเด็นที่ส่งตรวจนั้นไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ แต่เป็นข้อเท็จจริงที่ชี้ว่า นพ.สรณ อาจขาดคุณสมบัติตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 โดยเฉพาะมาตรา 8 ที่ระบุข้อห้ามเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างเด็ดขาด และมาตรา 18 ที่กำหนดให้ต้องแสดงหลักฐานการลาออกจากอาชีพเดิมภายในเวลาที่กำหนด มิเช่นนั้นจะถือว่าสละสิทธิ์โดยอัตโนมัติ ซึ่งนำไปสู่ประเด็นที่ว่าสถานะเดิมและการเป็นแพทย์ของ นพ.สรณ ขัดต่อข้อกฎหมายดังกล่าวหรือไม่

การปฏิบัติหน้าที่ตรวจรักษาใน รพ.รามาธิบดี: ที่มหาวิทยาลัยมหิดลระบุว่ายังตรวจรักษาและรับค่าตอบแทนรายชั่วโมงจนถึงช่วงคาบเกี่ยวกับการดำรงตำแหน่ง

ปมวิชาชีพอิสระและโรงพยาบาลเอกชน: ที่ยังคงปรากฏข้อมูลการรักษาพยาบาลอยู่ ซึ่งอาจเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนหรือผลประโยชน์ขัดแย้ง โดยเฉพาะการเป็นแพทย์ประจำตัวของบุคคลสำคัญทางการเมืองและครอบครัวผู้ถือหุ้นใหญ่โรงพยาบาลเอกชนดังกล่าว



"เมื่อระบบเปิดทางให้ผู้ร้องเข้าชี้แจงโดยตรง เราก็ต้องใช้โอกาสนี้แสดงหลักฐานต่อคณะกรรมการสรรหา เพื่อไม่ให้ข้อเท็จจริงถูกฝังอยู่ในขั้นตอนธุรการ" — ตัวแทนผู้ร้องเรียนระบุ



🔵 [บรรทัดฐาน "สุภิญญา" และความโปร่งใสที่สังคมต้องการ]


หากมองย้อนกลับไป สังคมไทยเคยมีบรรทัดฐานกรณีของ "สุภิญญา กลางณรงค์" อดีตกรรมการ กสทช. ที่ต้องพ้นตำแหน่งทันทีเนื่องจากขาดคุณสมบัติตามข้อกฎหมาย โดยผลของกฎหมายนั้นมีผลทันทีตั้งแต่วันที่มีลักษณะต้องห้าม โดยไม่ต้องรอให้ใครมาชี้ขาดหรือมีมติใด ๆ

หากเทียบกับกรณีของ นพ.สรณ ที่มีหลักฐานการปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ควบคู่ไปด้วยนั้น สังคมย่อมเกิดคำถามคำโตว่า "เรากำลังใช้มาตรฐานเดียวกันในการปฏิบัติตามกฎหมายหรือไม่?" เพราะหากเปรียบเทียบกัน กรณีของคุณสุภิญญาเป็นการพ้นตำแหน่งตามโทษอาญาซึ่งมีความชัดเจนและสิ้นสุดในตัวเอง ขณะที่กรณีของ นพ.สรณ ตามมาตรา 18 คือการสละสิทธิ์โดยอัตโนมัติทันทีเมื่อไม่มีการยื่นหลักฐานการลาออกที่เป็นทางการภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งถือเป็นหลักการสำคัญทางกฎหมายปกครองที่ต้องบังคับใช้อย่างเคร่งครัดเท่าเทียมกัน

การประชุมในวันที่ 5 มิถุนายนนี้ จึงไม่ใช่เพียงการพิจารณาตัวบุคคลว่าใครจะได้อยู่หรือใครจะต้องไป แต่เป็นการทดสอบครั้งสำคัญว่า คณะกรรมการสรรหาฯ และระบบการตรวจสอบองค์กรอิสระของประเทศไทย จะมีความกล้าหาญทางจริยธรรมพอที่จะฝ่า "กำแพงข้อมูล" เพื่อกู้คืนความเชื่อมั่นของสังคมกลับมาได้หรือไม่?

💬 ชวนคิดชวนคุย... คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้?
ในฐานะประชาชนผู้ใช้บริการโทรคมนาคมและเจ้าของคลื่นความถี่ร่วมกัน คุณคิดว่าคณะกรรมการสรรหาควรมีมาตรการเชิงรุกอย่างไรเมื่อต้องรับมือกับการปิดกั้นข้อมูลจากหน่วยงานรัฐอื่น? และเราควรทำอย่างไรเพื่อให้การตรวจสอบองค์กรอิสระในประเทศของเรามีความโปร่งใสและตรงไปตรงมามากกว่าที่เป็นอยู่?