เนชั่นทีวี

Nation Story

STORY: "ปิแอร์ บัลแมง" ดีไซเนอร์คู่พระบารมีพระพันปีหลวง ทำไมชายคนนี้ถึงสำคัญ ต้องทำหุ่นกระดาษในพิธีกงเต็กหลวง?

24 เม.ย. 2569

STORY: "ปิแอร์ บัลแมง" ดีไซเนอร์คู่พระบารมีพระพันปีหลวง ทำไมชายคนนี้ถึงสำคัญ ต้องทำหุ่นกระดาษในพิธีกงเต็กหลวง?

ท่ามกลางเครื่องกระดาษหลายร้อยชิ้นในพิธีกงเต็กหลวง มีหุ่นจำลองชายชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งปรากฏอยู่ด้วย... เขาไม่ใช่ข้าราชบริพาร ไม่ใช่นายแพทย์ แต่คือ "นายปิแอร์ บัลแมง" ดีไซเนอร์ผู้ทำให้โลกรู้จักผ้าไทย — แล้วชายคนนี้สำคัญต่อพระพันปีหลวงมากแค่ไหน?

🔵 [บัลแมงในกงเต็กหลวง: หุ่นกระดาษที่บอกอะไรมากกว่าที่เห็น]


ในพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทาน (กงเต็ก) ถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 โดยคณะบรรพชิตจีนนิกาย หนึ่งในเครื่องกระดาษที่ดึงดูดความสนใจอย่างมาก คือ หุ่นจำลองนายปิแอร์ บัลแมง ที่ถูกจัดทำขึ้นร่วมกับข้าราชบริพาร มหาดเล็ก และข้าหลวง รวม 17 คน

การที่ชื่อของดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศสผู้นี้ ปรากฏอยู่ในพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ สะท้อนให้เห็นว่า บัลแมงไม่ใช่แค่ช่างตัดเสื้อ แต่คือส่วนหนึ่งของพระราชปณิธาน ที่ไม่อาจแยกออกจากพระราชประวัติของพระพันปีหลวงได้

หุ่น "ปิแอร์ บัลแมง" ในพิธีกงเต็กหลวงถวายสมเด็จพระพันปีหลวง เมื่อ 23 เม.ย. 69


🔵 [จากปารีสสู่พระราชสำนักไทย: ก้าวแรกของดีไซเนอร์คู่บารมี]


ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2503 เมื่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ มีกำหนดเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศตะวันตก 15 ประเทศ อย่างเป็นทางการ พระองค์ทรงตัดสินพระทัยอย่างชัดเจนว่า ต้องการฉลองพระองค์ที่ทันสมัยแบบสากล แต่ต้องสื่อถึงความเป็นไทยอย่างแท้จริง

และผู้ที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยคือ "ปิแอร์ บัลแมง" เจ้าของแบรนด์บัลแมงแห่งปารีส ดีไซเนอร์ที่ขึ้นชื่อว่าเข้าใจเส้นสายของ "ผู้หญิง" อย่างลึกซึ้ง — ผู้ที่เคยออกแบบชุดให้ Marlene Dietrich, Judy Garland และราชวงศ์ยุโรปหลายพระองค์

บัลแมงออกแบบฉลองพระองค์ครบทุกวาระ ทั้งชุดกลางวัน ชุดค็อกเทล ชุดราตรี และชุดคลุมนอก โดยนำ ผ้าไหมไทย มาผสมผสานกับโครงสร้างชุดแบบ Haute Couture ฝรั่งเศส ยังประสานงานเลือกเครื่องประดับและหมวกให้เข้ากับทุกชุด และดูแลรายละเอียดทุกจุดอย่างพิถีพิถัน

🔵 [เมื่อผ้าไทยก้าวขึ้นสู่เวทีโลกพร้อมกับราชินี]


สิ่งที่บัลแมงทำไม่ใช่แค่ "ตัดชุดสวย" แต่คือการ "แปลงรหัสวัฒนธรรม" นำผ้าไหมมัดหมี่และผ้าทอพื้นเมืองไทยไปสู่ดีไซน์ที่ชาวโลกพร้อมยอมรับและชื่นชม ผลลัพธ์ที่ตามมาคือสื่อนานาชาติพากันยกย่องสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ในฐานะ "ราชินีที่ทรงแต่งกายงดงามที่สุดท่านหนึ่งของโลก"

ความสำเร็จนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องแฟชั่น เพราะมันจุดประกายสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น...



🔵 [จากไอเดียของบัลแมง สู่พระราชปณิธานอนุรักษ์ผ้าไทย]


เมื่อสมเด็จพระพันปีหลวงทอดพระเนตรเห็นว่า ผ้าไหมไทยสามารถอยู่บนเวทีสากลได้อย่างสง่างาม พระองค์จึงทรงมีพระราชดำริให้ฟื้นฟู "ชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ" อันโด่งดัง ได้แก่ ชุดไทยเรือนต้น, จักรี, จักรพรรดิ์, อมรรัตนโกสินทร์, ศิวาลัย, บรมพิมาน, จิตรลดา และดุสิต

แต่ละแบบได้รับการประยุกต์ให้ทันสมัยด้วยเทคนิคการตัดเย็บยุโรป สวมใส่ง่าย แต่คงอัตลักษณ์ไทยอย่างครบถ้วน ตั้งแต่คอปกสูง แขนเสื้อแนบตัว ไปจนถึงสะไบปักลายงดงาม

ฉลองพระองค์สีแดงที่พระองค์ทรงสวมใส่เมื่อครั้งเสด็จฯ ทรงเปิดงานเทศกาลตรุษจีนเยาวราชในปี 2555 ฉลองพระองค์ Valentino ในงานพระราชทานเลี้ยงเพื่อเกียรติประธานาธิบดีฝรั่งเศสปี 2549 รวมถึงฉลองพระองค์ในพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ล้วนถูกจำลองเป็นเครื่องกระดาษในพิธีกงเต็กครั้งนี้ เป็นประจักษ์พยานว่า แต่ละชุดคือหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ชาติ
 

🔵 [มรดกที่ยังมีชีวิต: ผ้าไทยในวันนี้ที่พระองค์ทรงวางรากฐานไว้]


กว่า 20 ปีที่บัลแมงร่วมงานกับพระพันปีหลวง ไม่ได้ทิ้งไว้แค่ภาพถ่ายสวยงามในหน้าประวัติศาสตร์ แต่ทิ้งรากฐานที่เป็นรูปธรรม ทั้ง พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ (Queen Sirikit Museum of Textiles) ที่ยังคงอนุรักษ์ผลงานเหล่านั้นให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา ไปจนถึงผ้าทอพื้นถิ่นของช่างฝีมือไทยทั่วประเทศที่ยังคงมีตลาด มีคุณค่า และได้รับการยอมรับในระดับสากลมาจนถึงทุกวันนี้

การที่หุ่นจำลองบัลแมงปรากฏอยู่ในพิธีกงเต็กหลวง จึงไม่ใช่แค่การส่งตัวแทนของ "ช่างตัดเสื้อ" แต่คือการส่ง "ตัวแทนของพระราชปณิธาน" ที่ทรงทุ่มเทตลอดพระชนม์ชีพ เพื่อให้ผ้าไทย — ผ้าที่ทอขึ้นจากมือของชาวบ้านธรรมดา — ได้เปล่งประกายบนเวทีโลกอย่างภาคภูมิ

วันนี้เมื่อเราเห็นนักออกแบบรุ่นใหม่หยิบผ้าไหม ผ้าฝ้าย หรือผ้าทอพื้นเมืองมาสร้างสรรค์คอลเลกชันระดับโลก — นั่นคือมรดกที่สมเด็จพระพันปีหลวงและปิแอร์ บัลแมงช่วยกันวางไว้

แล้วคุณคิดว่า วันนี้เราทำอะไรได้บ้าง เพื่อสานต่อพระราชปณิธานนั้น ให้ผ้าไทยยังคงเปล่งประกายต่อไปอีกในรุ่นลูกรุ่นหลานของเรา?