เนชั่นทีวี

Nation Story

OPINION : โลกส่งสัญญาณเตือน! เสียงสะท้อน “มหาอุทกภัย” จาก “เนปาล” กลางเวทียูเอ็น

27 ก.ย. 2569 | กิตติดิษฐ์ ธนดิษฐ์สุวรรณ

OPINION : โลกส่งสัญญาณเตือน! เสียงสะท้อน “มหาอุทกภัย” จาก “เนปาล” กลางเวทียูเอ็น

ทุกคนยังไหวกันอยู่ใช่ไหมครับ? นาทีที่ผมกำลังพิมพ์บทความนี้ ที่พักของผมได้ถูกน้ำทะลักเข้าท่วมเป็นที่เรียบร้อย หลังฝนตกกระหน่ำทั้งวันทั้งคืน 2 วันติดต่อกัน นี่คือเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับที่พักของผมมาก่อนตั้งแต่อยู่ที่นี่มาเกือบ 10 ปี พายุฝนที่ตกแช่และหมุนวนก็เป็นปรากฎการณ์ที่แม้กระทั่งผู้เชี่ยวชาญหลายคนก็ยังไม่เคยพบเช่นเดียวกัน เรียกว่าอะไรที่ไม่เคยเห็นก็จะได้เห็นกันในยุคนี้

เนปาลเป็นอีกประเทศที่เจอเคราะห์ซ้ำกรรมซัดจากภัยธรรมชาติ ทั้งที่แผ่นดินไหวและความวุ่นวายทางการเมืองก็สร้างความเสียหายให้กับประเทศมากพออยู่แล้ว แต่แล้วเช้าวันที่ 26 สิงหาคม มวลน้ำมหึมาไม่ต่างอะไรกับคลื่นสึนามิก็ซัดกระหน่ำชายแดนระหว่างเนปาลกับเขตปกครองตนเองทิเบตของจีนแบบไม่ทันตั้งตัว จนทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 1,500 คน และสูญหายกว่า 6,000 คน แม้จะผ่านมานานนับเดือนแล้วก็ตาม สาเหตุสำคัญเชื่อว่ามาจากหิมะบนเทือกเขาหิมาลัยละลายอย่างรวดเร็วจนทำให้ธารน้ำแข็ง ดิน และหินถล่มลงมาเบื้องล่าง สร้างแรงสั่นสะเทือนเทียบเท่าแผ่นดินไหวขนาด 5.7
 


🔵 [สึนามิแห่งหิมาลัย]


บาเลนดรา ชาห์ นายกรัฐมนตรีเนปาลที่เพิ่งชนะการเลือกตั้งและดำรงตำแหน่งมาได้เพียง 6 เดือน ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ที่เวทีการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติที่นครนิวยอร์กเมื่อคืนวันพฤหัสที่ผ่านมา เขาเริ่มต้นด้วยการกล่าวว่า “เมื่อสี่สัปดาห์ก่อน โลกได้เห็นภาพอันน่าตกใจของอุทกภัยฉับพลันครั้งร้ายแรงที่พัดถล่มชุมชนบนภูเขาของเนปาล ซึ่งหลายคนเรียกว่าสึนามิแห่งเทือกเขาหิมาลัย นี่ไม่ใช่เพียงโศกนาฏกรรมในประเทศ แต่เป็นอุทาหรณ์เตือนใจแก่ทั่วโลก แต่วันนี้ผมขอถามพวกคุณว่า เราได้ยินคำเตือนนั้นจริงๆ หรือ?”

สาเหตุที่นายกฯ เนปาลต้องถามตรงๆ ไปยังบรรดาผู้นำทั่วโลกในห้องประชุมยูเอ็นก็เพราะว่าที่ผ่านมามีเสียงเตือนครั้งแล้วครั้งเล่าจากทั้งนักวิทยาศาสตร์ นักสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงบรรดาประเทศหมู่เกาะขนาดเล็กซึ่งระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นต่อเนื่องกำลังเสี่ยงกลืนกินแผ่นดินของพวกเขาทั้งหมด แต่บรรดาผู้นำประเทศ โดยเฉพาะชาติยักษ์ใหญ่ด้านอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนสูงอันดับต้นๆ กลับละเลยที่จะนำคำเตือนเหล่านั้นไปปฏิบัติจริง

🔵 [โลกร้อนไร้พรมแดน]


บาเลน ชาห์ บอกว่า “เนปาลปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่า 0.1% ของปริมาณทั่วโลก เราไม่ได้เป็นผู้ก่อวิกฤตนี้ขึ้นมา แต่เรากลับต้องจ่ายราคาอย่างมหาศาล” เพราะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่รู้จักพรมแดน ธารน้ำแข็งและน้ำท่วมไม่ได้เดินทางโดยต้องใช้วีซ่า แต่เขาก็ย้ำว่า ไม่ได้ต้องการกล่าวโทษประเทศหรือทวีปใดๆ แต่อยากจะขอให้ทุกคนร่วมกันรับผิดชอบและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอีกครั้ง

จีนคือประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด คิดเป็น 29% ของทั้งโลก ตามมาด้วยสหรัฐฯ และอินเดียที่ 11% และ 8% ขณะที่อินโดนีเซียคือประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในอาเซียนและอันดับที่ 5 ของโลกในสัดส่วน 2.5% ส่วนประเทศไทยอยู่ที่ 0.7% เป็นอันดับที่ 22 ของโลก ดังนั้นเสียงเรียกร้องจากเนปาลจึงสะท้อนถึงการถกเถียงในเวทีระดับโลกว่า ประเทศใดควรเป็น “ผู้รับผิดชอบ” ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับภาวะโลกร้อน


🔵 [จัดตั้ง “กลไกความยืดหยุ่น”]


ผู้นำเนปาลที่มีอายุเพียง 36 ปี น้อยที่สุดในบรรดาผู้นำทั้งหมดของยูเอ็น ได้เรียกร้องให้โลกตอบสนองดังนี้ เริ่มจากเรื่องเร่งด่วนที่สุด นั่นคือ การจัดตั้ง “กลไกความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งเทือกเขาหิมาลัย” หรือ Himalaya Climate Resilience Mechanism โดยการให้ 3 ประเทศ ได้แก่ เนปาล อินเดีย และจีน ร่วมกันแบ่งปันข้อมูลดาวเทียมและความเชี่ยวชาญในการเฝ้าระวังธารน้ำแข็งที่อาจเป็นอันตราย สร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้าให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และประสานความช่วยเหลือข้ามพรมแดนเมื่อเกิดภัยพิบัติ

แต่สิ่งสำคัญไม่แพ้กันก็คือ หากเกิดภัยพิบัติขึ้นแล้ว เนปาลไม่ควรเป็นผู้รับผิดชอบเพียงลำพัง มหาอุทกภัยครั้งล่าสุดสร้างความเสียหายไม่น้อยกว่า 10% ของมูลค่าเศรษฐกิจเนปาล ขณะที่ความช่วยเหลือทางการเงินยังคงไม่เพียงพอ ประกอบกับความที่เป็นประเทศยากจน การจะให้รัฐบาลไปกู้ยืมเงินจำนวนมหาศาลหรือการวิงวอนขอเศษเงินเล็กๆ น้อยๆ ก็คงไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน เนปาลจึงต้องการการสนับสนุนมากกว่านี้ ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐมนตรีต่างประเทศเนปาลเคยเสนอให้จีน อินเดีย และสหรัฐฯ ร่วมกันรับผิดชอบในฐานะที่เป็น 3 ประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด
 


🔵 [เตือนแค่ไหน...ก็ดังไม่พอ] 


แต่หากนึกถึงความเป็นจริง ข้อเสนอนี้ดูแทบจะเป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะในเวลาที่สหรัฐฯ มีประธานาธิบดีชื่อว่า “โดนัลด์ ทรัมป์” เพราะถ้าหากยังจำกันได้ เขาคือผู้ที่เชื่อมาโดยตลอดว่าภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องหลอกลวงและพาสหรัฐฯ ถอนตัวจากแทบทุกความร่วมมือระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

แม้กระทั่งในเวทียูเอ็นเมื่อปีที่แล้ว ทรัมป์ยังคงย้ำว่าภาวะโลกร้อนคือ “การหลอกลวงครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา” เช่นเดียวกับในปัจจุบันที่เขานำเรื่องโลกร้อนไปเปรียบกับความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของเอไอว่าเป็นเรื่องหลอกลวงไม่ต่างกัน ในเมื่อชาติมหาอำนาจที่สามารถส่งเสียงได้ดังที่สุดมีจุดยืนเช่นนี้ ต่อให้ประเทศอื่นๆ ออกมาเตือนบ่อยแค่ไหน...ก็คงดังไม่พอครับ

ข่าวล่าสุด